วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2557

จดหมายเปิดผนึกถึงคสช.เรื่องตรึงราคาและปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียม


                                                                                 วันที่ 2 มิถุนายน 2557
                                                                                             ที่ทำงานกลุ่มปฎิวัติรัฐสภา
จดหมายเปิดผนึกถึง คสช. เรื่องตรึงราคาและปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ
เรียนคสช.

                          จดหมาย เปิดผนึกฉบับนี้เป็นจดหมายร้องทุกข์ของประชาชนที่ได้รับความทุกข์เดือดร้อน จากราคาแกส น้ำมันในประเทศมีราคาแพงมาก กลุ่มปฏิวัติรัฐสภาในนามของประชาชนต้องการให้ คสช. ได้โปรดทราบปัญหาของประชาชนและช่วยพิจราณาดำเนินการแก้ปัญหาให้ประชาชนโดยขอ เรียนดังนี้
**แกสน้ำมันไทยราคาแพงติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกเสมอมาอย่างไร้เหตุผลอันจะพึงฟังได้ สร้างความทุกข์ยากเดือดร้อนให้คนไทยเพราะ...เป็นเรื่อง "นโยบาย" ของ รัฐบาล+กท.พลังงาน+ปตท.(ระบอบทษ.) ที่ต้องการทำกำไรสูงสุด ไม่ใช่เป็นเรื่องของต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ  แต่อ้างว่าเพื่อสท้อนต้นทุน....แท้จริงแล้วเป็นต้นทุนเทียม มิใช่ต้นทุนจริงเช่น ปิโตรเลียมดิบต้นทุนต่ำผลิตจากบ่อไทยเองมี 50 - 100% ของความต้องการใช้ในประเทศ(และควรต้องให้สิทธิประชาชนภาคครัวเรือนได้ใช้ให้ เหลือก่อน) แต่กลับไปใช้ต้นทุนปิโตเลียมดิบอ้างอิงราคาตลาดโลกทุกลิตร
**ระ บอบทษ.ฯ ผู้ทุจริตในการแปลงปตท.ขายหุ้นในราคาที่หลวงขาดทุนอย่างมาก....เพื่อวางแผน เขมือบเป็นเจ้าของหุ้นเกรด Aบวก ในราคาถูกต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์ของแผ่นดินของประชาชนมากโดยปกปิดชื่อผู้ ซื้อจริง.....และใช้รัฐเป็นเครื่องมือออกกฎหมายเอื้อปตท.ให้ค้ากำไรเกินควร ด้วยนโยบายสร้างกำไรสูงสุดเพื่อนายทุนเจ้าของหุ้นกลุ่มเล็กๆโดยไม่คำนึงถึง ความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชน เช่นในปี 2555 ปตท.มีผลกำไร 1.32 ล้าน ล้าน บาท .....
**อัน เป็นผลพลอยได้ให้รัฐได้เงินปันผลสูงตามนายทุนไปด้วย แต่มิใช่นโยบายของรัฐที่จะค้ากำไรเกินควรแล้วสร้างความทุกข์ร้อนให้ประชาชน นานร่วม 20 ปี จากการที่ค่าครองชีพพุ่งสูงตามราคาแกส น้ำมันที่ขึ้นราคามหาโหดตลอดเวลาซึ่งข้าราชการชั้นสูงมีรายได้หลายทาง คนร่ำรวยคงจะไม่รู้สึกรู้ร้อนไม่เข้าใจในเรื่องนี้....
**ระ บอบทษ. ได้ร่วมมือกันบริหารจัดการธุรกิจปตท. โดยออกกฎหมายเอื้อให้ปตท.ฉ้อฉลหมกเม็ดผูกขาดในการบริหารจัดการ การผลิตการขายแกส น้ำมัน อาศัยกฎระเบียบปิดบังข้อมูลไม่ยอมชี้แจงข้อสงสัย และใช้เงินค่าโฆษณาปิดปากสื่อ ข่มขู่ปชช.ที่วิพากษ์วิจารณ์ด้วยการฟ้องศาลแทนที่จะชี้แจงให้เกิดความโปร่ง ใสซึ่งนับว่าไร้จริยธรรม ขาดสำนึกและอุดมการณ์ในการรับใช้ประชาชน นอกจากทำให้ประชาชนเดือดร้อนต้องใช้แกส น้ำมันราคาแพงมากแล้ว ยังทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้ผลประโยชน์อันพึงควรจะได้จากกฎหมายที่ล้าสมัย ไม่ยุติธรรมและการเก็บค่าภาคหลวง ค่าภาษีที่รั่วไหลโดยเปิดโอกาสให้ทุจริตจ่ายใต้โต๊ะได้ง่าย ไม่มีระบบตรวจสอบที่รัดกุมมีคุณภาพ ไม่เปิดโอกาสให้สาธารณะ ประชาชนตรวจสอบได้ เช่นปริมาณน้ำมันดิบที่สูบได้จากปากหลุม....
**ที่ ผ่านมาประชาชนตาดำๆไม่ค่อยมีความรู้กฎหมายได้พยายามร่วมมือกันช่วยเหลือตัว เองโดยการฟ้องร้องต่อองค์การอิสระฯและศาลต่างๆดังมีเรื่องค้างคาอยู่หลาย เรื่อง แสดงถึงความทุกข์ร้อนของแผ่นดินจริงๆจนประชาชนทนอยู่เฉยๆไม่ได้ บางเรื่องที่ศาลตัดสินแล้วศาลไม่ได้ยืนอยู่ข้างประชาชน ไม่ให้คำแนะนำช่วยเหลือกลุ่มประชาชนหลายๆกลุ่มที่เข้าชื่อฟ้องร้อง กลับตัดสินสั้นๆห้วนว่า ประชาชนไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง และจำเลยข้าราชการระดับสูงของกท.พลังงานที่วางแผนควบคุมราคาแกส น้ำมันผู้ถูกฟ้องก็ไม่ใช่ผู้รับผิดชอบโดยตรง....ทำให้ประชาชนไม่รู้จะบาก หน้าไปพึ่งใคร เหลือเพียงต้องรบกวนใต้เบื้องพระยุคลบาทซึ่งหากไม่จำเป็นจริงๆก็จะไม่ทำ
**ทั้งหมดทั้งปวงจึงขอให้ คสช.
 งด การขึ้นราคาแกส น้ำมัน และลดราคาโดยด่วนเป็นการแก้ไขบรรเทาเหตุการณ์ความเดือดร้อนของประชาชนเฉพาะ หน้าก่อน เพราะในราคาขายปลีก แกส น้ำมันต่อลิตร ประกอบด้วยค่ากำไรมากกว่า 10 บาท ค่าภาคหลวง ภาษีรายได้ของรัฐไม่ต่ำกว่า 15 บาท ค่ากองทุนน้ำมัน(เถื่อน)ที่ปตท.ไม่ได้ใช้ในการพยุงราคาแกสน้ำมันให้ประชาชน
นอก จากนี้ค่าบริการทางตลาดที่สูง ค่ากำไรของปตท.ผส. ค่ารายได้ของโรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกกาซ ที่ล้วนแต่สูงมากเกินจนมีกำไรมากมายในแต่ละปี และ ค่ารู้มากเอาเปรียบอุตสาหกรรมอื่นๆและประชาชนของธุรกิจปิโตรเคมีบริษัทลูก ของปตท.ในการเอาค่ากองทุนน้ำมันไปใช้ การเสียภาษีต่ำสุด ฯลฯ ......เมื่อเทียบกับของมาเลเซียที่จำหน่ายน้ำมันต่างๆลิตรละประมาณ 20 บาทจะทราบข้อมูลตามกล่าว
และ ขอให้ คสช. ได้ปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ ในรูปแบบใดแบบหนึ่ง โดยมียุทธศาตร์การปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมในทำนองลักษณะโดยประมาณที่ภาค ประชาชนกลุ่มต่างๆจะได้เสนอมาในรูปแบบที่คล้ายๆกัน ตามที่ "กลุ่มปฏิวัติรัฐสภา" ก็เสนอมาด้วยดังนี้

ยุทธศาตร์การปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ

การปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ ของไทยควรจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เกี่ยวข้องกับพลังงานอื่นและทรัพยากรธรรมชาติอื่นเพราะปิโตรเลียมสามารถสร้างผลประโยชน์ให้อย่างมหาศาลและมีเป้าประสงค์เฉพาะตัวอยู้ข้อหนึ่งที่สำคัญมาก คือการนำผลประโยชน์รายได้มาสร้างรายได้จากเงินปันผลและจัดทำโครงการสวัสดิการต่างๆให้ประชาชนทุกระดับ

ที่ผ่านมา 20 ปีปิโตรเลียมเป็นสิ่งที่ถูกนำไปสร้างปัญหาสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาอย่างมากจากการออกกฎหมาย การจัดตั้งองค์กรธุรกิจบริษัทมหาชน(จำกัด)ปตท.และการบริหารจัดการที่ไม่ถูกต้องขาดความโปร่งใส ปิดบังข้อมูลประชาชนตรวจสอบไม่ได้ ทำให้เกิดโอกาสการทุจริตง่ายจำนวนมากและจำหน่ายแกส น้ำมันสำเร็จรูปให้ประชาชนในราคาแพงเกิน ทำให้ประขาชาชนรวมตัวกันเรียกร้องให้เกิดการปฏิรููปพลังงานปิโตรเลียมโดยคาดหวังเรียกร้องให้นำผลประโยชน์รายได้จากปิโตรเลียมทรัพยากรธรรมชาติของประชาชนมาจัดทำโครงการสวัสดิการต่างๆให้ประชาชน

ดังนั้นการปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมครั้งนี้จึงเกิดขึ้นจากความต้องการของประชาชน เป็นเรื่องที่ต้องสนองตอบความต้องการของประชาชน ยุทธศาตร์ที่ดีจึงต้องเป็นยุทธศาตร์ที่เน้นเพื่อปวงชนนอกจากการจำหน่าย แกส น้ำมันให้ประชาชนในราคาถูกแล้ว ยังต้องนำผลประโยชน์รายได้มาจัดทำสวัสดิการให้ประชาชนเป็นเป้าประสงค์หลักโดยเฉพาะเป็นกรณีพิเศษตามที่ประชาชนเรียกร้องอันแตกต่างจากการปฏิรูปเรื่องอื่น 

ดังนั้นจึงต้องตัดทิ้งประเด็นความต้องการปฏิรูปเพื่อเปิดช่องทางให้กลุ่มทุนพลังงานที่ร่ำรวยอยู่แล้วเข้ามาแบ่งแย่งผลประโยชน์รายได้ที่ควรจะเป็นของประชาชน...อย่างที่นักวิชาการพรรคพวกของนายทุนแฝงตัวเข้ามาเป็นกรรมการฯเพื่อร่างกฎหมายปฏิรูปพลังงานฉบับต่างๆสนองตัณหาเปิดช่องทางให้นายทุนแบ่งแย่งผลประโยชน์ของปวงชนเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติปิโตรเลียม ซึ่งเป็นทรัพธรรมชาติเพียงชนิดเดียวที่เป็นความหวังของปชช.ที่จะสามารถช่วยให้คนไทยมีความสุขได้

ปิโตรเลียมเป็นทรัพยากรธรรมชาติ
สิ้นเปลืองที่มีลักษณะเด่น มีเฉพาะบางประเทศ มีปริมาณจำกัด สามารถเก็บไว้ได้นานเท่าที่ต้องการโดยไม่เสื่อมคุณภาพ และทุกประเทศมีความจำเป็นต้องการใช้มากสำหรับใช้ประจำบ้านและเป็นสินค้าต้นทุนของธุรกิจทั้งหลาย

ในการร่างกฎหมายปฏิรูปพลังงานไทยนั้น คณะกรรมการทุกชุดทุกกลุ่มทุกเวที ที่กำลังร่างกฎหมาย ก่อนอื่นควรเริ่มต้นต้องตกลงกัน ให้มีวิสัยทัศน์ยุทธศาตร์และนโยบายที่พ้อง กันเป็นเอกภาพร่วมกันเสียก่อน เพื่อไปสู่การจัดทำรายละเอียดกำหนดกลยุทธต่างๆในการร่าง การออกกฎหมายโดยเอาปวงชนเป็นตัวตั้ง ให้มีเป้าประสงค์สนองตอบความต้องการของปวงชน เพื่อรับใช้ปวงชนเจ้าของทรัพยากรปิโตรเลียม ไม่ต้องไปห่วงนายทุนพลังงานที่ร่ำรวยอยู่แล้ว
(และหลังจากนี้แล้วกรรมการทุกคนจะได้ร่วมแรงร่วมมือกันใช้ความรู้ความสามารถของตนได้เต็มที่ สามารถแบ่งงานแบ่งการบ้านกันทำ สามารถทำงานได้ทุกวัน หรือทุก 2-3 วันตามกำหนด บางคนมีงานประจำไม่ว่างมา งานปฏิรูปฯก็ยังดำเนินได้เพราะมียุทธศาตร์อยู่แล้ว ไม่ทะเลาะขัดแย้งแย่งกันเป็นหัวเรือเป็นคนสำคัญเป็นคนนำเสนอบนเวทีแตกแยกกันแม้จะมีการแต่งตั้งประธานฯแล้วก็ตาม)

ยุทธศาตร์แห่งการ "ปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ" โดยหลักการใหญ่ ความต้องการสูงสุด จึงกำหนดดังนี้

(1) การ "ปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ" นี้เป็นภารกิจที่แตกต่างจากภารกิจอื่น เพราะมีเจตนารมย์กระทำเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของปวงชนซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เป็นคนระตับล่างยากจน โดยมิต้องห่วงนายทุนหรือกลุ่มทุนพลังงานที่ร่ำรวยอยู่แล้วและเป็นกลุ่มชนเล็กๆซึ่งสามารถประกอบธุรกิจอื่นๆได้      
ขอให้นายทุนพลังงานจงหลีกทางให้ความร่วมมือด้วย การร่างกฎหมาย การกำหนดรูปแบบวิธีการจัดตั้งองค์กร การกำหนดวิธีการบริหารจัดการธุรกิจทุกเรื่องจึงให้ใช้ปวงชนเป็นตัวตั้ง เป็นศูนย์กลางที่จะได้รับผลประโยชน์สูงสุดเสมอ

(2) ให้มีบริการการขายแกส น้ำมันสำเร็จรูปแก่ประชาชนภาคครัวเรือนในราคาถูกเป็นธรรม โดยให้ประชาชนภาคครัวเรือนเป็นกลุ่มแรกที่จะได้ใช้แกส น้ำมันสำเร็จรูปจากปิโตรเลียมบ่อไทยในราคาถูก จากราคาต้นทุนที่เป็นจริงเพิ่มกำไรไม่เกิน 15% ส่วนที่เหลือจึงจัดสรรให้ภาคธุรกิจ อุตสำหกรรม โรงงานอย่างเป็นธรรรมหรือตามความจำเป็น

(3) ให้มีการขายแกส น้ำมัน สำเร็จรูปแก่ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม โรงงานในไทยในราคาไม่แพงอย่างยุติธรรมและตามความจำเป้น เพื่อรักษาระดับค่าครองชีพให้เปลี่ยนแปลงอยู่ในเกณฑ์ปกติตามหลักการทางเศรษฐศาตร์ และสามารถส่งออกสินค้าต่างๆแข่งขันราคากับตลาดต่างประเทศได้

สำหรับในข้อ(2) และ (3) เป็นเรื่องที่ช่วยให้ปชช.พ้นทุกข์ความเดือดร้อนจากราคาแกส น้ำมันสำเร็จรูปและราคาสินค้าที่ขึ้นราคาอย่างรวดเร็วตลอดเวลาทำให้ทิ้งห่างรายได้ของปชช.ห่างไกลออกไปเรื่อยๆ จนปชช.ยากจนไม่มีเงินออมต้องเป็นหนี้สินบนผืนแผ่นดินสุวรรณภูมิอันอุดมสมบูรณ์
 
(4) เมื่อช่วยให้ปชช.พ้นทุกข์ตามข้อ (2)และ (3) แล้ว ต้องช่วยให้ปชช.มีความสุขมวลรวมประชาชาติสูง คือมีทั้งความสุขกายและสุขใจด้วย ครอบครัวมีหลักประกันชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดี มีสวัสดิการขั้นพื้นฐานอันพอเพียงส่งผลให้คลายกังวลจากปัญหาพื้นฐานในการดำรงชีวิตของครอบครัวเท่าที่จะสามารถเป็นไปได้ เช่นในเรื่อง  การสาธารณะสุข การศึกษา  สาธารณูปโภคฯลฯ 

คณะกรรมการชุดต่างๆจะต้องจัดทำร่างการปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติโดยเป็นช่องทางให้รัฐและ "องค์กรธุรกิจพลังงานปิโตรเลียม ของชาติ" (องค์กร ธ.ป.ช.) ซึ่งปวงชนเป็นเจ้าของร่วมกับรัฐ ที่จะกำหนดให้มีขึ้นใน รูปแบบใดแบบหนึ่งนั้น  มีอำนาจบริหารจัดการ การผลิต การค้าปิโตรเลียม แกส น้ำมัน เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์รายได้ให้เป็นของปวงชนให้มากที่สุดทุกช่องทางทั้งที่ขั้นตอนต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ เพื่อสร้างรายได้จากเงินปันผลที่ประชาชนซื้อเป็นเจ้าของและนำมาจัดทำโครงการสวัสดิการต่างๆให้ประชาชนทุกระดับทั้งประเทศ 

โดยกฎหมายที่ร่างนั้น ไม่เป็นช่องทางให้นายทุนเศรษฐีมาแย่งแบ่งปันผลประโยชน์รายได้ (จากทรัพยากรธรรมชาติของคนทั้งประเทศ) ที่ควรจะเป็นของปวงชน แต่ไปเข้ากระเป๋านายทุนที่ร่ำรวยอยู่แล้ว โดยการร่างกฎหมายให้เปิดเสรีธุรกิจการผลิต การค้า ปิโตรเลียม แกส น้ำมัน     ตามที่นายทุนกำลังจ้องหาโอกาสอยู่โดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น นำเสนอตัวเอง หรือ ให้นักวิชาการที่รู้จักคุ้นเคย เคยมีน้ำใจผลประโยชน์ต่อกัน หรือ ส่งทีมนักวิชาการ นักพูดเพื่อมวลชนจิตอาสา เข้ามาอยู่ในคณะกรรมการร่างกฎหมายปปฏิรูปพลังงานไทยเพื่อให้มีการเปิดการค้าเสรีปิโตรเลียม แกส น้ำมัน  กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ....

การจัดทำร่างการปฏิรูปพลังงานปิโตเลียมแห่งชาติ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการธุรกิจ การผลิต การค้า ปิโตรเลียม แกส น้ำมันที่ขั้นตอนต่างๆคือ 
ก/ ที่ต้นน้ำ...การสำรวจ ผลิตปิโตรเลียมดิบ (การเก็บรายได้ แบ่งปันผลผลิต) ระหว่างรัฐและเอกชนคู่สัญญาผู้ขอดำเนินการ.......
ข/ ที่กลางน้ำ...การขนส่งปิโตรเลี่ยมทางท่อบนบกและในทะเล และ การ(โรง)กลั่นน้ำมัน การ(โรง)แยกกาซ.......
ค/ ที่ปลายน้ำ...ปั๊มบริการขายปลีกแกสน้ำมันสำเร็จรูป (ปัจจุบันเป็นของปตท. 60% และค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่่อยๆ).......

ให้เป็นไปโดยยึดแนวทางวางกลยุทธ์ ในการกำหนดรูปแบบวิธีการ การบริหารจัดการและออกกฎหมายให้เกิดผลประโยชน์รายได้แก่รัฐและองค์กร ธ.ป.ช.มากที่สุด ที่สำคัญคือ.....
โดยการออกกฎหมายให้รัฐ และองค์กรธุรกิจพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ(องค์กร ธปช.) มีอำนาจผูกขาดในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจ การผลิต การค้า ปิโตรเลียมดิบ กาซน้ำมันสำเร็จรูป ที่ขั้นตอนต่างๆให้มากที่สุดเท่าที่จะทำให้รัฐและองค์กร ธปช.สามารถใช้อำนาจบริหารจัดการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์รายได้จากทรัพยากรธรรมชาติของปชช. ให้ตกเป็นของรัฐและปชช.ให้มากที่สุดทุกช่องทางทุกขั้นตอน สามารถควบคุมนายทุนฯได้ทั้งทางตรงทางอ้อมไม่ให้เข้ามาแบ่งแย่งผลประโยชน์ที่ขอให้เป็นของปวงชนเพื่อนำไปจัดสร้างรายได้เงินปันผลจากหุ้นที่ประชาชนทั้งประเทศซื้อเป็นเจ้าของ และการจัดทำทำสวัสดิการให้ ประชาชน

แทนที่จะเปิดเสรีการค้าอันเป็นช่องทางเปิดโอกาสให้นายทุนเข้ามาประกอบธุรกิจอย่างเสรีแข่งขันกับ รัฐและองค์กร ธ.ป.ช. มาใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ ระบบต่างๆ ของรัฐ เช่นท่อขนส่งบนบกในทะเล โรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกกาซและปั๊มบริการขายปลีก มาแข่งขันกับรัฐและองค์กรธปช. อย่างเสรี ทำให้ผลประโยชน์รายได้ส่วนนี้ไปตกแก่นายทุนที่ร่ำรวยอยู่แล้ว แทนที่จะตกอยู่กับปชช.ที่ส่วนใหญ่เป็นคนจนและเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติ......การขอให้นายทุนที่ร่ำรวยอยู่แล้วไม่เข้ามาหากินแข่งขันแบ่งแย่งผลประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียมของปชช.เพียงเรื่องเดียวเพื่อรัฐจะได้บริหารจัดการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เหล่านั้นมาให้ประชาชนทั้งประเทศ เป็นเหตุผลที่ทุกคนจะต้องยอมรับตามกฎหมายปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ

(5) องค์กรธุรกิจพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ ที่จะจัดตั้งให้มีขึ้นสำหรับบริหารจัดการธุรกิจ การผลิต การค้าปิโตรเลียม แกส น้ำมันในส่วนที่นอกเหนือจากรัฐดำเนินการเอง  ซึ่งอาจมีรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งตามที่ออกแบบกำหนด เช่น
(5.1) จัดตั้งเป็นองค์กรธุรกิจขึ้นใหม่ ในที่นี้สมมติเป็นชื่อ องค์กรธุรกิจพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ (องค์กร ธปช.) โดยการยึดคืนระบบอุปกรณ์ต่างๆเช่น ระบบท่อขนส่งบนบกในทะเล โรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกแกส ฯลฯ ซึ่งเป็นของแผ่นดินของประชาชนมาแต่เดิม [ราคารวมประมาณ 300,000 ล้านบาท แต่ถูกทุจริตเอาไปตีราคาเพียงแห่งละ 1 บาท รวมประมาณ 10 บาท ในการขายหุ้นตอนแปลงรัฐวิสาหกิจปตท.เป็นกึ่งรัฐวิสาหกิจ บริษัท(จำกัด)มหาชนปตท. ให้นักการเมืองทุนสามานย์ผู้บริหารประเทศเจ้าของนโยบายได้ซื้อหุ้นราคาถูก ] จากบริษัท(จำกัด) มหาชน ปตท. นำมาจัดทำองค์กร ธปช.ให้ประชาชนทั้งประเทศถือหุ้นร่วมกันในจำนวนเท่าๆกัน หากคนจนไม่มีเงินซื้อให้รัฐบาลหาเงินมาให้กู้แล้วค่อยๆหักส่วนแบ่งเงินปันผลคืน

(5.2) การยึดคืนบริษัท(จำกัด)มหาชน ปตท. มาเป็นของรัฐโดยการซื้อหุ้นคืนในส่วนที่เป็นของเอกชน 49% ประมาณ 1 หมื่นล้านหุ้น เริ่มต้นจากการตรวจสอบการทุจริตในการแปลงรัฐวิสาหกิจปตท.ขายหุ้นเช่น การตีราคาสินทรัพย์ของแผ่นดินที่ยังมีสภาพดีใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพให้ไร้มูลค่าตามข้อ 5.1 ตัวการมีทั้งนักการเมืองและช้าราชการในสำนักนายกรัฐมนตรี ในกท.การคลัง

โดยให้ศาลบังคับแจ้งข้อมูลผู้ซื้อหุ้นมือหนึ่ง และเจ้าของหุ้นในปัจจุบันเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของนักการเมืองผู้แปลงรัฐวิสาหกิจฯ หากนักการเมืองในยุคนั้นเป็นเจ้าของหุ้นจำนวนมากให้ถือว่าปฏิบัติโดยทุจริตเพราะเจตนาแปลงรัฐวิสาหกิจขายหุ้นในราคาถูกกว่าต้นทุนมากเพราะวางแผนกว้านซื้อหุ้นเองในราคาถูก และหากเจ้าของหุ้นใดไม่ยอมเปิดเผยชื่อจริงก็ถือว่าทุจริตเช่นกัน จึงต้องยึดหุ้นคืนเป็นของแผ่นดิน สำหรับผู้ถือหุ้นรายอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้อง ให้ซื้อหุ้นคืนในราคาที่เป็นธรรมซึ่งส่วนมากต่างก็ได้กำไรจากเงินปันผลมากแล้ว 
หากไม่ยอมขายหุ้นคืนในราคากำหนด ให้ยึดคืนทรัพย์ของแผ่นดินไปจัดตั้งองค์กรธปช. ตามข้อ 5.1 แล้วให้บริษัท(จำกัด)มหาชนปตท.เป็นบริษัทในตลาดหุ้นธรรมดาๆไม่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับรัฐและทรัพยากรปิโตรเลียมของแผ่นดินอีกต่อไป 

และที่สำคัญคือ ปตท. จะไม่มีอำนาจในการบริหารจัดการ การผลิต การค้า ปิโตรเลียม แกส น้ำมัน ของรัฐและไม่มีกฎหมายรองรับอำนาจผูกขาดการบริหารจัดการการผลิตการค้า ปิโตรเลียม แกส น้ำมัน และจะต้องขาย แกส น้ำมันสำเร็จรูปในราคาถูกแข่งกับองค์กรธปช. และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นกองทุนเถื่อนไม่ถูกกฎหมายอยู่แล้วก็จะต้องถูกยกเลิทำให้ไม่มีกองทุนเชื้อเพลิงช่วยสนับสนุนธุรกิจปิโตรเคมี ในที่สุดจะทำให้ มีผลกำไรน้อย ราคาหุ้นของบริษัท(จำกัด)มหาชนปตท.จะต้องลดลงๆ อย่างมากแน่นอน และเจ้าของหุ้นปตท.จะต้องขายหุ้นไปซื้อหุ้นตัวใหม่ที่กำไรดีกว่า
 สำหรับกลยุทธให้กท.การคลังขายหุ้นให้ประชาชนทั้งประเทศคนละ3-5  หุ้น เพื่อให้ประชาชนมีเสียงข้างมากในการโหวตเสียงในการมีอำนาจวางแผนบริหารปตท.ให้เป็นไปในรูปแบบใดแบบหนึ่งนั้นก็เป็นเรื่องน่าคิด
(6) สัญญาการสำรวจ ผลิตและเก็บผลประโยชน์รายได้ปิโตรเลียมดิบระหว่างรัฐกับเอกชนให้ยกเลิกระบบเดิมแบบสัมปทานซึ่งรัฐได้ผลประโยชน์น้อยประมาณร้อยละ 30 เป็นค่่าภาคหลวงร้อยละ 5 - 15  ที่เหลือเป็นค่าภาษีรายได้ โดยเปลี่ยนมาเป็นระบบแบ่งปันผลผลิตปิโตรเลียมดิบปากหลุมให้รัฐได้ส่วนแบ่งประมาณร้อยละ 80 คู่สัญญาได้ประมาณร้อยละ 20 เป็นรูปแบบที่ทันสมัยกว่าเหมือนกับหลายประเทศใช้กัน ทำให้รัฐได้ผลประโยชน์เพิ่มขึ้นมากและเกิดความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล ตรวจสอบได้ง่ายที่สำคัญคือทำให้รัฐมีปิโตรเลียมดิบจากบ่อไทยในส่วนที่เป็นของรัฐที่จะนำมาบริหารจัดการผลิตแกส น้ำมันสำเร็จรูปมากขึ้นสำหรับใช้ในประเทศและเหลือส่งขายต่างประเทศ....ด้วยเหตุและผลเรื่องนี้จึงให้รัฐหยุดการทำสัญญาให้สัมปทานแก่เอกชนที่กำลังจะเกิดขึ้นเสียก่อนจนกว่าจะได้มีการปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติแล้วเสร็จ
(7) การจัดตั้งองค์กรธุรกิจพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติของประเทศไทย ไม่สมควรไปลอกแบบของประเทศอื่นๆเช่นมาเลเซีย หรือบริษัทปิโตรนาส เพราะประชาชนของเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าคนไทย และเป้าประสงค์ของการจัดตั้งองค์กรธุรกิจพลังงานแห่งชาติมีอยู่ข้อหนึ่งที่ต้องการบริหารจัดการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์รายได้เพื่อนำไปจัดทำโครงการสวัสดิการต่างๆให้ประชาชนทุกระดับอันมีค่ามากสำหรับคนจนระดับล่าง ซึ่งแตกต่างกับของบริษัทปิโตรนาส ดังนั้นจึงอาจนำของต่างประเทศมาประยุกต์ให้เข้ากับเป้าประสงค์ของไทยโดยเฉพาะในเรื่องการออกกฎหมายให้องค์กรธปช.มีอำนาจผูกขาดในการบริหารจัดการ การผลิตการค้าปิโตรเลียม แกส น้ำมัน
(8) ในกระทรวงพลังงานและในองค์กร ธปช.เมื่อรัฐมีการแต่งตั้งชุดคณะกรรมการใดๆตามกฎหมายเพื่อวางแผนตัดสินใจบริหารจัดการองค์กรธปช.และส่วนราชการต่างๆที่เกียวกับพลังงานปิโตรเลียม ขอให้กฎหมายนั้นกำหนดให้มีชุดคณะกรรมการจากภาคประชาชนแต่งตั้งเสนอเข้าทำงานร่วมกับชุดคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยภาครัฐด้วยในจำนวนที่ไม่น้อยกว่าชุดคณะกรรมการของภาครัฐ และให้ภาคประชาชนมีสิทธิ์เปลี่ยนตัวกรรมการที่ภาคประชาชนเสนอได้ตลอดเวลาโดยเพียงแต่แจ้งให้ รมว.พลังงานเพื่อรับทราบ
ข้อควรคำนึงประกอบในการจัดทำยุทธศาตร์ปฏิรูปธุรกิจพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ 
(ก) เรื่องงบกำไรสุทธินี้เพียงแสดงให้กรรมการร่างยุทธศาตร์และกฎหมายปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติได้เห็นว่าผลกำไรสุทธิประจำปีขององค์กร ธปช.จะต้องถูกจัดสรรไปเป็นงบต่างๆซึ่งจะมากกว่าตัวอย่างที่แสดง และจะเหลืองบส่วนที่จะนำมาใช้เป็นเงินปันผล เงินจัดทำโครงการสวัสดิการให้ประชาชนไม่มาก 
ดังนั้น
(1) ถ้าใช้ระบบเปิดการค้าเสรีให้นายทุนพลังงานเข้ามาแบ่งแย่งผลประโยชน์รายได้ที่ควรจะเป็นของปวงชนเจ้าของทรัพยากรปิโตรเลียม
(2) เลิกเก็บเงินกองทุนเชื้อเพลิง ทำให้ไม่มีเงินส่วนนี้เข้ามาช่วย
(3) ขายแกส น้ำมันราคาถูกให้ประชาชน ทำให้ผลกำไรจากการขายปลีกลดลงหรือได้น้อย  ทำให้ผลกำไรในส่วนที่จะนำมาเป็นเงินปันผลและสวัสดิการต่างๆของประชาชนก็จะเหลือน้อย

งบกำไรสุทธิขององค์กรธปช. ประจำปี ให้จัดสรรดังนี้ (เป็นตัวเลขสมมติ)
จัดสรรเป็นทุนสำรอง......(10%) จัดสรรเป็นงบลงทุนทั่วไป......(30%)
จัดสรรงบสำหรับเงินปันผลประจำปีของผู้ถือหุ้นไม่เกิน 20 %
จัดสรรเป็นงบจัดทำโครงการสวัสดิการต่างๆให้ประชาชนผู้ถือหุ้นทั้งประเทศ 40 %

(สมมติถ้าประชาชนที่อายุเกิน 18 ปี ถือหุ้นได้ไม่เกินคนละ 20,000 บาท หากไม่มีหรือมีเงินไม่พอ รัฐบาลจัดหาเงินกู้ให้แล้วค่อยๆหักแบ่งส่วนเงินปันผลคืน ถ้าได้เงินปันผล 15% ประชาชนจะได้เงินปันผลคนละประมาณ 3,000 บาทต่อปี เฉลี่ยครอบครัวหนึ่งน่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นบาทต่อครัวเรือนต่อปีเงินจำนวนนี้อาจเล็กน้อยสำหรับคนมีฐานะ แต่มีค่ามากสำหรับคนจน.....นี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างที่อยากให้กรรมการ ร่างกฎหมายชุดต่างๆเช่น แผนแม่บทฯ สภาพลังงานปิโตรเลี่ยมแห่งชาติ องค์กรธปช. และพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ลองคิดเจาะลึกถึงผลสุดท้ายที่ประชาชนจะได้รับผลประโยชน์ในแต่ละเรื่องอย่างเป็นรูปธรรม ถ้าสามารถทำได้ เพื่อจะได้ประมาณว่าจะทำอะไรให้ประชาชนทั้งประเทศได้มากน้อยแค่ไหนตามที่ประชาชนคาดหวัง จนท่านได้เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้)

(ข) การที่รัฐบาลจะจัดการบริหารทรัพยากรธรรมชาติปิโตรเลียมของแผ่นดินในรูปแบบใดๆ ย่อมเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอันมีสนธิสัญญสากลรองรับซึ่งต่างชาติควรจะต้องยอมรับและให้ความร่วมมือ โดยเฉพาะเมื่อเป็นรูปแบบวิธีการที่ใช้กันทั่วไปในนานาประเทศ และในส่วนของรัฐบาลเองก็ต้องแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้ให้เกิดความเป็นธรรมทั่วหน้าแก่ประชาชนโดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส....   สนธิสัญญานั้นมีสาระว่า

**สนธิสัญญา กติกาสากลด้านพลังงาน กำหนดให้พลังงานของประเทศใด ให้ใช้สร้างความมั่งคั่ง การกินดีอยู่ดีของชนชาตินั้นโดยรัฐบาลแบ่งปันผลประโยชน์ให้ประชาชนอย่างทั่วถึงเป็นธรรรม

นั่นคือรัฐบาลจะต้องตราเป็นกฎหมายเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติปิโตรเลียมให้กระจายลงไปถึงประชาชนระดับล่างให้มากที่สุดเป็นโครงการที่เป็นรูปธรรมชัดเจนตลอดไปมิใช่แปรเปลี่ยนไปตามนโยบายของรัฐบาลแต่ละยุคสมัย และมิใช่รวยกระจุกอยู่แต่ในกลุ่มนายทุนพลังงานที่จะกอบโกยผลประโยชน์จากระบบการค้าเสรีปิโตรเลียมที่ผู้ร่างกฎหมายจงใจเปิดทางให้ .....และความยากจนยังคงกระจายไปทั่่วรากหญ้าที่ถูกจงใจให้นายทุนแย่งส่วนแบ่งผลประโยชน์ไป โดยฝีมือนักวิชาการของนายทุนผู้แฝงตัวเข้ามาร่างกฎหมายเพื่อนายทุน.....
(เป็นกรณีที่ผู้จัดทำยุทธศาตร์ฯและร่างกฎหมายต่างๆต้องชี้แจงให้ละเอียดชัดเจนด้วยเหตุด้วยผลต่อปชช.เจ้าของทรัพยากรฯอย่างตรงไปตรงมาว่า .....ระบบเปิดเสรีเพื่อนายทุนสามารถใช้อำนาจทุน อำนาจรัฐ อำนาจนักการเมืองเป็นเครื่องมือเข้ามาทำธุรกิจแข่งขันกับรัฐหรือองค์กรธปช. เอาผลประโยชน์เข้ากระเป๋านายทุนเองนั้น ดีกว่า  ระบบรัฐผูกขาด เพื่อรัฐเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทุกขั้นตอนนำไปจัดทำโครงการสวัสดิการต่างๆให้ปชช.ที่ส่วนใหญ่ยากจนรายได้ต่ำอย่างไร )
                                         สุดท้ายนี้ กลุ่มปฎิวัติรัฐสภา ในนามของประชาชนขอฝากความคาดหวังของประชาชนไว้ให้คสช.ได้โปรดตรึงราคาและลดราคาแกส น้ำมันให้โดยเร็วด้วย และโปรดพิจารณาปฎิรูปพลังงานปิโตรเลียม เพื่อให้ปิโตรเลียมซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติเพียงชนิดเดียวที่ประชาชนให้ความหวัง นำมาบริหารหารจัดการช่วยให้มีชีวิตประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเป็นหลักประกันของครอบครัวได้ส่วนหนึ่งช่วยให้คลายความกังวลหายใจได้ทั่วท้องและมีความสุขขึ้นในฐานะเจ้าของแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์
                                               จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาความคาดหวังของประชาชน
                                               นายสมมาตร์ พรนที (หัวหน้ากลุ่มปฏิวัติรัฐสภา)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น