วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ยุทธศาตร์ปฏิรูปพลังงานให้ปชช.ของในหลวง



++ยุทศาตร์ปฏิรูปพลังงานให้

วันที่ 22 กรกฎาคม 2557

ที่ทำงาน

เรื่องขอเสนอแนวทางปฏิรูปประเทศในหัวข้อที่ 1. 5 ระบบพลังงาน

เรียนท่านหัวหน้าคสช.พลเอกสุรยุธ จันทร์โอชา และ คณะเตรียมการปฏิรูปประเทศเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ

                             ด้วยประชาชนมีความคิดเห็นฟ้องต้องกันว่า สมควรต้องมีการ "ปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียม"โดยยึดถือ ความเป็นจริงที่ว่า....ทรัพยากรปิโตรเลียม เป็นของปชช โดยปชช เพื่อปชช. มิใช่เพื่อต่างชาติ นายทุน นักการเมือง ชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่ใช้อิทธิพล อำนาจความร่ำรวยกระทำการทุจริตเข้าครอบครองแสวงหาผลประโยชน์บนความทุกข์ยากของปชช.ผู้เป็นเจ้าของอันแท้จริงดังที่เป็นอยู่....ดังนั้นในสถานการณ์การเมืองของประเทศที่ผ่านมา มีอยู่หนทางเดียวที่จะแก้ไขให้เป็นผลสำเร็จได้คือ ต้องเป็นการปฏิรูปฯโดยปชช. เพื่อปชช. ดังที่ปชช.ได้รวมพลังชุมนุมต่อเนื่องมาหลายปีทั่วประเทศและครั้งสุดท้าย
 กปปส.และกลุ่มต่างๆได้ชุมนุมหลายเดือน ยอมเสียสละชีวิตเลือดเนื้อน้ำตา ความมุ่งหมายที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ เพื่อดำเนินการปฏิรูปพลังงานปิโตเลียมโดยปชช. เพื่อปชช.

แต่เมื่อคสช.ทำรัฐประหารและดำเนินการปฏิรูปฯเสียเองโดยที่ปชช.จำนวนมากเป็นห่วงเพราะปตท.เป็น "กล่องดวงใจของคุณทักษิน ชินวัตร" ที่หลายๆฝ่ายให้ความเกรงใจและมีผลประโยชน์ร่วมไม่ยอมแปรรูปคืนกลับปตท.เป็นรัฐวิสาหกิจ 100% ของชาติและปชช.ตามเดิม ดังนั้นเพื่อความบริสุทธิ์ใจคสช.จึงควรฟังเสียงปชช.และได้พิจารณาปฏิรูปฯตามความต้องการของปชช. เพื่อปวงชนชน
 มิใช่เพื่อนายทุนพลังงาน ทุนสามานย์ นักการเมืองที่ร่ำรวยอยู่แล้วและเป็นชนกลุ่มน้อยนิดที่มีพฤติกรรม ปฏิบัติหน้าที่เยี่ยงโจร ทุจริตแปรรูป ขายและซื้อหุ้นปตท.เยี่ยงโจร ออกกฎหมายโจรที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียมและปตท. เพื่อผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง แล้วกลับเสแสร้งอ้างว่า ......

ทำเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของชาติ(หรือของระบอบทุนสามานย์กันแน่?) แล้วขอให้ปชช.เสียสละเพื่อลูกหลานรุ่นหลัง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ต่อไป ๆ ๆ ๆ ๆ ๆโดยขาดวิสัยทัศน์ ไม่สามารถบอกได้ว่าเมื่อไหร่ที่ ปชช.ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ จะพ้นทุกข์ความเดือดร้อนยากจน (สมตามพระราชหฤทัย ที่พระองค์ทรงงานหนักทุ่มเทให้ตลอดมาทุกเรื่องรวมถึงกรรมวิธีการผลิตเชื้อเพลิงอีเทอร์นอลเพื่อชนะความยากจน อันจะเป็นวันที่พระองค์จะได้ทรงพระเกษมสำราญสักที) จากการถูกขูดรีดให้ต้องใช้แกสน้ำมันแพงขึ้นราคาไม่หยุดหย่อนอันเป็นผลทำให้สินค้าแพงทั้งแผ่นดินทั้งๆที่ค่าเงินบาททรงตัวอยู่ที่ ดอลล่าละ 32-33 บาทมาตลอด

และผลของการบริหารพลังงานปิโตรเลียมจากข้าราชการนักการเมืองโจรตามกล่าว ทำชาติเสียผลประโยชน์ที่ควรจะได้อย่างมหาศาลแทนที่จะนำมาใช้เสริมแก้ปัญหาความยากจนให้ปชช.ของในหลวงรัชกาลที่๙ ได้กินดีอยู่ดีมีสุข แต่ปิโตเลียมกลับกลายเป็นตัวสร้างปัญหาซ้ำเติมปชช.แล้วเมื่อไรที่พระราชประสงค๋ของในหลวงจะสัมฤทธิ์ผลสักที?.....

                              คสช.จึงโปรดอย่าฟังโจร อย่าเชื่อโจรโดยที่ยังมิได้มีการพิสูจน์ข้อมูลและเหตุผลในอดีต อย่าใช้เพียงเหตุผลว่า อยากใช้ผู้มีประสพการณ์(โจร) มีความเชี่ยวชาญ(ในการปล้นชาติขูดรีดปชช.?) มาเป็นกรรมการบริหารพลังงานชุดต่างๆ เพราะ ปชช.คนจนเจ็บมานานรู้ซึ้งมากพอแล้ว ไม่คิดว่าในยุคนี้จะมีองคุลีมาลกลับใจโดยที่ไม่ได้แสดงความสำนึกผิดในผลงานที่ทำร้ายปชช.มา ....ดังนั้นถ้าคสช.ถือว่าการปฏิบัติตามกฎหมายโจรเป็นความถูกต้องของนิติรัฐโดยไม่คำนึงถึงนิติธรรม ประชาชนย่อมจะต้องทนทุกข์ยากจนเดือดร้อนเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้นำประเทศ

                              กลุ่มทวงคืนพลังงานในนามของปชช.ได้รวบรวมแนวทางความต้องการปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมของปชช. แล้วสรุปเป็นยุทธศาตร์ปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมไทยนำมาเสนอได้ดังนี้.....

++ยุทธศาตร์ปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมไทย++

......(1) ให้ปชช.ภาคครัวเรือน มีสิทธิ์ได้ใช้แกสน้ำมันจากบ่อไทยเป็นอันดับแรกในราคาถูก ปิโตรเลียมบ่อไทยส่วนที่เหลือจึงให้ภาคอื่นใช้ในราคายุติธรรม ใน"ราคาที่สท้อนต้นทุนที่เป็นจริงจากบ่อไทย" เช่น ราคาเบนซินที่ปตท.ขายให้ปชช. 47 บาทต่อลิตร จะสามารถขายให้ปชช.ภาคครัวเรือนในราคาถูกใกล้เคียงกับมาเลเซียคือเหลือประมาณ 23 บ/ล ซึ่งทุกฝ่ายจะอยู่ได้สบายๆดังนี้

ต้นทุนการผลิตจากบ่อไทยส่งถึงปั๊ม 5 บ. + กำไรของปตท.ให้ลดเหลือ 9 บ. + ค่าภาคหลวง ค่าภาษีของรัฐลดลงเหลือ 7 บ. + ค่าการตลาด ฯลฯ 2 บ. รวม 5+9+7+2 = 23 บ/ลิตร (ไม่คิดค่ากองทุนเชื้อเพลิงเพราะปิโตรเลียมบ่อไทยราคาค่อนข้างคงที่) ซึ่งปิโตรเลียมดิบบ่อไทยมีให้ปชช.ภาคครัวเรือนพอใช้และยังมีเหลือส่วนหนึ่งให้ภาคธุรกิจใช้

......(2) ตามสัญญาในระบบสัมปทานปิโตรเลียมที่ผ่านมา 40 ปี ถึงปัจจุบัน รัฐบาลโง่ได้ เก็บรายได้ค่าภาคหลวงเข้ารัฐเป็น"เงิน"นั้น ถ้าหากยังใช้ระบบสัมปทานต่อไป ขอให้เปลี่ยนการเก็บรายได้จากเงินเป็นเนื้อปิโตรเลียมดิบแทนในราคาต้นทุนการเจาะสูบ ตามที่พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 ให้อำนาจ กท.พลังงานไว้ ซึ่งจะมีผลดีคือ
ลดการนำเข้าจากต่างประเทศในราคาแพงและลดการทุจริตหลายๆขั้นตอนได้ (ราคาต้นทุนจากการเจาะสูบน้ำมันดิบบ่อไทย 2 บ/ล ในขณะที่ปตท.ซื้อจากตลาดโลก 20 บ/ล แพงกว่า 10 เท่า หรือทำให้ไทยต้องซื้อนำเข้าในราคาที่แพงกว่าลิตรละ 18 บาท ).....และจะมีผลดีทำให้น้ำมันดิบบ่อไทยมีพอใช้หรือใกล้เคียงกับความต้องการภายในประเทศไทย.....(เหตุที่กท.พลังงานและรัฐบาลไม่ได้ทำตามข้อ 2
ที่กล่าวนี้ เพราะโง่มายาวนาน 40 ปีหรือแกล้งเป็นโจรโง่? ...จึงต้องนำมากล่าวให้เห็นผลงานเลวๆที่ชัดเจนมีหลักฐานตามที่กำลังเป็นอยู่ ของข้าราชการ กรรมการบริหารทั้งของกท.พลังงานและปตท.ชุดต่างๆเป็นตัวอย่างที่ทำงานโง่ไม่ค้มค่าเงินเดือนและทุจริต)

.......(3) นำปิโตรเลียมดิบที่เหลือจากข้อ 1 และที่ได้จากข้อ2 มาผลิตเป็นแกส น้ำมันสำเร็จรูปจำหน่ายให้ธุรกิจพานิชย์อุตสาหกรรมของคนไทยในราคาไม่แพงอย่างยุติธรรม(ไม่ให้ภาคธุรกิจปิโตรเคมีของปตท.รู้มากเอาเปรียบธุรกิจอื่นๆและปชช.ในเรื่องเงินกองทุนเชื้อเพลิง ภาษีและราคาแกส LPG) เพื่อรักษาระดับค่าค่าครองชีพให้อยู่ในเกณฑ์ปกติราคาสินค้าไม่แพงและในภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ ภาคเอกชนสามารถผลิตสินค้าส่งออกแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้ดี แทนที่จะฉ้อฉลเอาแต่่่่ได้ เสแสร้งอ้างถึงแต่ความมั่นคงทางพลังงานด้านเดียวแต่ไม่ได้ทำด้านอื่นๆให้เกิดความมั่นคงเอาแต่ขึ้นราคาปิโตเลียมด้านเดียว

........ 4) การเก็บรายได้จากปิโตรเลียมดิบเข้ารัฐ ให้เปลี่ยนจากระบบสัมปทาน (รัฐได้ 30% ) เป็นระบบแบ่งปันผลผลิต (รัฐได้ 80%) เหมือนอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฯลฯ (หากทำเช่นนี้แล้ว ข้อ 2 ก็ไม่ต้องกล่าวถึง)....ทั้งนี้ขอให้คสช.ได้ใช้กรณีศึกษาของประเทศโบลิเวียและอาร์เยนติน่า
 เมื่อผู้นำประเทศได้กล้าหาญทำการปฏิรูปพลังงานตามความต้องการของปชช.ใช้กำลังทหารบุกยึดบ่อสัมปทานปิโตรเลียมของบรรษัทข้ามชาติค้าน้ำมันของอเมริกาอย่างไม่เกรงกลัว ไม่อ้างเหตุผลทางกฎหมายใดๆ แล้วเปลี่ยนการเก็บรายได้จากระบบสัมปทานเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) ทำให้สามารถแก้ปัญหาความยากจนของประเทศได้ภายใน 1-2 ปี 

นี่คือการใช้ปฏิญญาสากลด้านทรัพยากรธรรมชาติและประชาธิปไตยของประเทศอันสมบูรณ์อย่างแท้จริง ที่อยู่เหนือประชาธิปไตยจากประเทศมหาอำนาจไม่อาจจะข่มขู่กดดันได้เพราะปชช.เขาไม่เกรงกลัวประเทศมหาอำนาจ เป็นอย่างไรก็เป็นกัน!...เช่นเดียวกับคนไทยที่เสียสละกล้าหาญชุมนุมยาวนานเสี่ยงชีวิตเพื่อต้องการปฏิรูปพลังงานในแนวทางเดียวกับโบลิเวียและอาร์เยนตินา....หากใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตแล้วปิโตรเลียมดิบบ่อไทยจะพอใช้ในประเทศและมีเหลือส่งขายต่างประเทศ

......... 5) เนื่องจากทรัพยากรธรรมชาติปิโตรเลียมเป็นสมบัติของปวงชน เพียงชนิดเดียวที่คนไทยฝากความหวังไว้อย่างสูงสำหรับที่จะช่วยให้ปชช.มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีมีสุข แต่กฎหมายที่ล้าสมัย ด้อยประสิทธิภาพ และกฎหมายโจร ที่เปิดทางให้ทุจริตปกปิดข้อมูล ทำให้ประเทศได้ผลประโยชน์จากปิโตเลียมดิบต่ำมากและเอื้อให้ปตท.ค้ากำไรเกินควร
 โดยผลประโยชน์มหาศาลตกแก่ข้าราชการชั่ว นักการเมืองระบอบทุนสามานย์ ทำให้ปชช.ต้องทุกข์ยากเกิดปัญหาอุปสรรคในอันที่จะได้รับประโยชน์จากทรัพยากรฯปิโตรเลียมของปชช.ตามรัฐธรรมนูญ ปชช.จึงต้องการให้คสช.ปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมให้เกิดผลประโยชน์รายได้สูงสุดแก่รัฐและปวงชน.โดยไม่ต้องคำนึงห่วงถึงเศรษฐีนายทุนพลังงานที่ร่ำรวยอยู่แล้วซึ่งสามารถไปหากินในธุรกิจอื่นได้ไม่จำเป็นต้องหากินกับปิโตเลียม มาแข่งขันแบ่งแย่งผประโยชน์ของปวงชน

                                ที่สำคัญมากที่สุดคือปชช.มีเป้าประสงค์ ให้ปวงชนเป็นเจ้าของหุ้นร่วมกันขององค์กรธุรกิจปิโตรเลียมแห่งชาติ(อปช.)และผลประโยชน์รายได้ส่วนหนึ่งของรัฐและอปช.ให้ใช้จัดทำโครงการสวัสดิการต่างๆให้ปชช.กินดีอยู่ดีมีสุขและให้เจ้าของที่ดินชุมชนเหนือบ่อปิโตเลียมได้รับผลประโยชน์ร่วมกับนายทุนพลังงานที่ได้สิทธิ์เจาะสูบปิโตรเลียมดิบ....ดังนั้นในการออกกฎหมายปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียม ขอให้จัดทำกฎหมายโดยเป็นช่องทางให้รัฐและ อปช.มีอำนาจทางกฎหมาย
 ทางบริหารจัดการสินทรัพย์ของแผ่นดิน ทางการซื้อ การขาย การบริการปิโตรเลียม ให้เป็นระบบผูกขาดทางการค้าทั้งที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

คล้ายปตท.ในปัจจุบัน แต่เป้าประสงค์ตรงกันข้ามกับปตท.เพราะปตท.ต้องการค้าแสวงหากำไรสูงสุดเพื่อเข้ากระเป๋านายทุนโดยไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากของปชช.
แต่อปช.มีเป้าประส่งค์ เพื่อผลประโยชน์รายได้เป็นของรัฐและปวงชนให้ครบทุกขั้นตอนไม่ต้องการให้นายทุนเข้ามาแข่งขันแบ่งแย่งช่วงชิงผลประโยชน์ของปวงชน รวมทั้งปชช.ได้ใช้แกส น้ำมันราคาถูกยุติธรรม.....จึงขออย่าออกกฎหมายให้เป็นช่องทางให้นายทุนเศรษฐีเข้ามาแข่งขันแบ่งแย่งผลประโยชน์รายได้ที่ควรจะเป็นของรัฐและปวงชน เอาไปเข้ากระเป๋านายทุน
 ตามที่นายทุนกำลังหาโอกาสอยู่โดยวิธีการต่างๆ เช่นพยายามซ้ือตัว หรือส่งตัวนักวิชาการ นักพูดเพื่อมวลชนเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการต่างๆเพื่อให้มีการออกกฎหมายเปิดการค้าเสรีปิโตรเลียม ให้ท่อขนส่งปิโตรเลี่ยมบนบกในทะเลเป็นของธุรกิจเอกชนเป็นต้น

......... (6) ให้ออกกฎหมายกำหนดให้ แบ่งผลประโยชน์รายได้จากปิโตรเลียมสำหรับจัดทำโครงการสวัสดิการให้ปชช.เช่น ไม่น้อยกว่า 30% สำหรับรัฐบาลทุกยุคต้องยอมปฏิบัตินำมาใช้จัดทำโครงการสวัสดิการให้ปชช. ...และโครงการสวัสดิการนั้นๆ ไม่ควรเป็นโครงการที่รัฐได้ดำเนินการเป็นปกติอยู่แล้วเพราะจะแยกงบประมาณไม่ออกว่าเป็นงบส่วนใด
 ควรจะกำหนดแยกออกมาให้ชัดเจนแสดงในทั้งในกฎหมายที่บังคับ และในพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี.....ว่าเป็นโครงการอะไร วงเงินเท่าไร ซึ่งน่าจะเป็นโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเลี่ยมด้วย เช่น จัดทำคูปองแจกฟรีแก่ปชช. สำหรับใช้แลกซื้อ แกส น้ำมัน สาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา คมนาคม อาหารแห้ง ปุ๋ย ยากำจัดสัตรูพืช-สัตว์ เป็นต้น แล้วแต่ปชช.แต่ละฐานะ
 แต่ละอาชีพจะเลือกใช้จ่ายตามความจำเป็นของแต่ละคน

.........(7) ให้ดำเนินการจัดตั้ง "องค์กรพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ "(อปช.) แทนที่ปตท.หรือบริษัทมหาชน(จำกัด)ปตท.โดยให้ปตท.พ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจดังนี้

.........(7.1) รัฐดำเนินการให้บริษัทมหาชน(จำกัด)ปตท.เปลี่ยนคืนกลับเป็น รัฐวิสาหิจ 100% ของรัฐแบบเดิม สมมติชื่อ "องค์กรพลังงานปิโตเลียมแห่งชาติ"(อปช.) โดยการยกเลิกข้อกฎหมายในกฎหมายต่างๆเช่นพ.ร.บ.ปิโตรเลียม มติครม.ที่ได้ให้อำนาจบริหารจัดการแก่ปตท.โดยเฉพาะในเรื่องอำนาจดำเนินธุรกิจแบบระบบผูกขาดทางการค้า
 ควรนำข้อกฎหมายเหล่านั้นมาแก้ไขให้เหมาะสมเพื่อให้อำนาจแก่อปช.แทน ..... และโอนทรัพย์สินแผ่นดินของชาติของปชช.จากปตท.เช่น ระบบท่อขนส่งปิโตรเลียมฯลฯคืนกลับมาให้อปช.ดำเนินการแทนปตท. โดยปล่อยให้ปตท.เป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ธรรมดาที่ไม่มีอำนาจได้เปรียบกว่าใคร และหากผู้ถือหุ้นรายใดต้องการขายหุ้น รัฐบาลก็ยินดีรับซื้อในราคายุติธรรม

ในขั้นตอนนี้ธุรกิจปตท.จะกำไรน้อยธุรกิจหลักอาจให้เป็นธุรกิจปั๊มบริการขายปลีกซึ่งรัฐควบคุมราคาขายปลีกราคาหุ้นของปตท.จะตกมาก.....รัฐหรืออปช.สามารถช้อนซื้อหุ้นได้เพื่อให้อปช.เป็นธุรกิจครบวงจรแบบผูกขาดโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขายแกสน้ำมันราคาถูกยุติธรรมให้ปชช.และจัดทำโครงการสวัสดิการให้ปชช.....ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีงามเพราะวัตถุประสงค์ดีไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอย่างที่นายทุนพลังงานกล่าวหากัน

.........(7.2) รัฐดำเนินจัดตั้งองค์กรพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ (อปช.) แทนปตท.ในรูปแบบใดแบบหนึ่ง (โดยโอนทรัพย์สินแผ่นดินของชาติของปชช.จากปตท.มาให้อปช.และให้อำนาจกฎหมายแก่อปช.สามารถบริหารจัดการธุรกิจแบบระบบผูกขาดทางการค้าคล้ายๆปตท.ที่เป็นอยู่แต่มีการปรับแก้กฎหมายบ้างให้เหมาะสม อาจให้อปช.เป็นองกรธุระกิจทำการค้าปิโตรเลียมดิบ ปิโตรเลียมสำเร็จรูปแทนรัฐเมื่อมีการเปลี่ยนการเก็บผลประโยชน์จากระบบสัมปทานเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต
และมีกรรมการจากภาคประชาชนส่งเข้าร่วมในการบริหารอย่างมีเหตุมีผล เปิดเผยโปร่งใสตรงไปตรงมา......โดยให้ปวงชนเป็นเจ้าของหุ้น และผลประโยชน์รายได้ส่วนหนึ่งนำมาจัดทำโครงการสวัสดิการให้ปชช. ในระยะแรกหากหาคนดีซื่อสัตย์และมีประสพการณ์เชี่ยวชาญไม่ได้ ก็ให้จ้างมืออาชีพจากต่างประเทศมาจัดองค์กรวางแผนและบริหารจัดการองค์กรให้ก่อนซึ่งเป็นเรื่องไม่ยากที่คนไทยจะเรียนรู้รับถ่ายทอดวิชาการมา

.........(7.3) สำหรับถ้าจะยึดคืนปตท.คืนกลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% ของชาติและปชช.นั้น มีเหตุผลคือ

.....1) นักการเมืองใช้อำนาจทุจริตแปรรูปปตท.สมบัติของชาติของปชช. ขายหุ้นต่ำกว่าราคาทุนขาดทุนมากนับแสนล้านบาท .....2)ทุจริตผิดกฎโดยขายหุ้นด้วยระบบอีเลคโทรนิค(จองง่าย เร็ว โกงง่ายและโกงจริง).....3) ทุจริตผิดข้อกำหนดโดยขายหุ้นให้บางคนมากเกินข้อกำหนด.....4) วางแผนรีบดำเนินการแปรรูปฯไม่ให้ปชช.ตั้งตัวต่อต้านทัน
 รีบร้อนแปรรูปสินทรัพย์ของชาติของปชช.โดยไม่ทำประชาพิจารณ์.....5)แปรรูปแล้วบริหารงานด้วยนโยบายแสวงหากำไรสูงสุด ตรงข้ามกับสัญญาประชาคม .....ขายค้ากำไรเกินควร มีผลให้สินค้าต่างๆแพงทั้งแผ่นดิน ปชช.เดือดร้อน.....6)บริหารงานฉ้อฉล หมกเม็ด ส่อทุจริต ขาดธรรมาภิบาล ปิดบังบิดเบือนข้อมูลสาธารณะไม่โปร่งใส ไม่แสดงข้อมูลที่ไปที่มาที่ปชช.สงสัยไม่ให้ปชช.ตรวจสอบ ซึ่งผิดวิสัยของกิจการที่สุจริตช่วยเหลือปชช ซึ่งมีแต่อยากเปิดเผยข้อมูลแก่สาธารณะเพื่อคำชื่นชม

..........(7.4) สำหรับวิธีการจะเปลี่ยนคืนกลับ ปตท.เป็นรัฐวิสาหกิจปตท.100% ของรัฐแบบเดิม ปชช.ได้เสนออีกวิธีการหนึ่งคือ
1)ให้ศาลบังคับเปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้นและการซื้อการขายหุ้นทั้งหมดซึ่งต้องมีการทุจริตแน่นอน...2)ดำเนินคดีนักการเมืองที่ลุแก่อำนาจในการแปรรูปและทุจริตจองหุ้นปั่นหุ้นช้อนซื้อหุ้นกันเอง...3)เมื่อมีหลักฐานการทุจริต  ให้ยึดคืนหุ้น (ของนักการเมือง35%)
ที่ได้ทุจริตแปรรูป+ทุจริตขาย-ซื้อหุ้น+ออกกม.(โจร)+อยู่เบื้องหลังการบริหารจัดการบริษัทมหาชน(จำกัด)ปตท.โดยทุจริต...4) ซื้อหุ้นคืนจากเอกชนที่เหลือ(14%)ในราคายุติธรรม ......5)นำหุ้นของกท.การคลังอีก 51% มารวม ....รวมทั้งมีสินทรัพย์แผ่นดินของชาติของปชช.เช่นโรงแยกกาซ โรงกลั่นน้ำมัน ระบบท่อขนส่งเดิมๆเป็นต้นทุนอยู่ซึ่งยังเรียกทุนจากการขายหุ้นให้ปวงชนได้อีก.....จึงสามารถจะจัดตั้งอปช.ได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านทุน

...6) ให้จัดทำเปลี่ยนบริษัทมหาชน(จำกัด)ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจ 100%ของรัฐแบบเดิม ....หรือจัดทำเป็นองค์กรธุรกิจพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ (อปช.)แทนบริษัทมหาชน(จำกัด)ปตท. โดยมีสินทรัพย์(ระบบท่อขนส่ง)และกฎหมายที่เอื้อและให้อำนาจต่อการบริหารจัดการปิโตรเลียมที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำแบบระบบผูกขาดการค้าคล้ายๆบริษัทมหาชน(จำกัด)ปตท.ในปัจจุบัน.....ไม่เปิดเป็นระบบเสรีทางการค้าให้นายทุนเข้ามาร่วมกิจการโดยไม่จำเป็น

...7) ในกท.พลังงานและองค์กรธุรกิจปิโตรเลียมแห่งชาติ(อปช.) จะบริหารงานโดยมีกรรมการบริหารชุดต่างๆที่ประกอบด้วยนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ นักบริหาร จึงขอให้ต้องออกกฎหมายให้มีกรรมการจากภาคประชาชนจัดส่งเข้ามาบริหารงานร่วมประกบคู่กันทุกชุด โดยให้กรรมการจากภาคปชช.มีจำนวนมากกว่า 3 คน
 และภาคปชช.สามารถเปลี่ยนกรรมการได้ทันทีเพียงแจ้งให้กท.พลังงานรับทราบ (กรรมการฯจากภาคประชาชนนั้นให้ประกอบด้วยนักวิชาการผสมกับภาคประชาชนคุณสมบัติที่สำคัญคือเป็นผู้มีความสนใจด้านพลังงานและมีความซื่อสัตย์เป็นหลักสำคัญเป็นที่รู้กันของชาวบ้านชุมชนหรือขององค์กร)

สำหรับในข้อ 7) นี้เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้ข้อใดเพราะจะมีผลให้กรรมการภาคประชาชน มีโอกาสสามารถร่วมบริหารตัดสินใจ ขอแก้ไขเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมกฎระเบียบ มาตรการต่างๆของ ปตท.หรือ อปช.ได้ตลอดเวลา .....โดยการออกกฎหมายให้กรรมการภาคประชาชนมีสิทธิ์ ขอเปิดประชุม เสนอข้อเรียกร้อง แล้วลงประชามติตัดสินระหว่างคณะกรรมการฯ ทั้ง 2 ฝ่่าย โดยให้มีผลเปลียนแปลงกฎระเบียบ วิธีการ มาตราการต่างๆตามผลการโหวตเสียง และถ้าเป็นเรื่องของมติครม.หากผลการโหวตเสียง กรรมการภาคประชาชนชนะ  มีผลให้ รัฐสภา หรือ ศาล ต้องแก้ไขหรือยกเลิกมติครม. นั้น

                                    ข้าพเจ้าและกลุ่มเพื่อนประชาชนมีความไว้วางใจในคสช.และ "คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ" ที่ได้เสียสละกล้าหาญทำการรัฐประหารเพื่อหวังให้แผ่นดินไทยคืนกลับสู่ศานติสุขและความอุดมสมบูรณ์ของชาติประชาชน จึงขอฝากความหวังของพี่น้องประชาชนในเรื่องการปฏฺิรูปพลังงานปิโตรเลียมไว้
                                     จึงเรียนมาเพื่อเป็นกำลังใจขอให้คสช.ดำเนินการเพื่อปวงชนต่อไปให้จงสำเร็จสมปนิธาน เพื่อให้ประชาชนของในหลวงกินดีอยู่ดีมีสุขสมตามพระราชหฤทัยของในหลวง พระองค์จะได้ทรงพระเกษมสำราญในรัชสมัยของพระองค์ด้วยเถิด

                                            ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
                                                                                                                                                                                                                           
                                                นายสมมาตร์ พรนทีและกลุ่มเพื่อนประชาชน

Em:uuhijk@gmail.com  Tel 08 7595 5859


ปชช.ของในหลวง ++

วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ขอข้อมูลหลักสำคัญปิโตรเลียม

   
"วันที่ 18 มิถุนายน 2557 "...                                                                                                                                                            
ที่ทำงานกลุ่มปฏิวัติรัฐสภา                                                                                                                                   
เรื่องขอข้อมูลหลักสำคัญปิโตรเลียม
เรียนท่านหัวหน้าคสช. พลเอกประยุทธ จันทร์โอชาและคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ
                                          ด้วยตามที่การปฏิรูปพลังงานจะสำเร็จได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติประชาชนเป็นที่พอใจนั้น ประชาชนและคสช.จะต้องมีข้อมูลที่เป็นจริงด้านพลังงานไว้ศึกษา ตัดสินใจ วางแผน ออกแบบและจัดแก้จัดทำกฎหมายต่างๆ  แต่ที่ผ่านมาประชาชนได้ข้อมูลข่าวสารที่ขัดแย้งกันกับกระทรวงพลังงานและบริษัท(จำกัด)มหาชนปตท.อีกทั้งที่ผ่านมา กท.พลังงาน กึ่งรัฐวิสาหกิจปตท.และรัฐบาล ใข้วาทกรรมสื่อสารกับประชาชนไม่รู้เรื่อง ข้อมูลขัดแย้งกันเองเปลี่ยนไปมา  ตามแถลงการณ์ของท่านหัวหน้าคสช.เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2557นั้น                                                                                                                                   
                                        กลุ่มปฎิวัติรัฐสภาในนามของประชาชนผู้ใส่ใจในเรื่องการปฏิรูปพลังงานมานาน จึงใคร่ขอเสนอวิธีการให้คสช. กึ่งรัฐวิสาหกิจปตท. กท.พลังงาน “คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ”และประชาชนได้รับข้อมูลพลังงานหลักที่สำคัญอันเป็นกุญแจไขปริศนาความลับไปสู่ความจริงที่โปร่งใสได้รับรู้ข้อมูลตรงกันพร้อมๆกัน เพื่อจะได้พูดจาภาษาเดียวกันเสียทีและปัจจุบันนี้ไม่มีใครทำได้นอกจากคสช.
                                           โดยขอให้คสช. สั่งการให้ กท.พลังงาน กท.การคลังและปตท.ตอบคำถามหรืออธิบายชี้แจงข้อมูลต่างๆเป็นเอกสารและกำชับให้รายงานข้อมูลจริง โดยผู้บริหารสูงสุดขององค์กรหรือของส่วนราชการในปัจจุบันเป็นผู้รายงานเองโดยลงนามเสนอรายงานแต่เพียงผู้เดียว ไม่ให้รายงานตามน้ำผ่านผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อแสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ ไม่อาจโยนความผิดให้ใครและเพื่อสามารถเอาผิดและลงโทษได้ถ้าให้ข้อมูลเป็นเท็จ
                                        ข้อมูลตามกล่าวนี้  เป็นข้อมูลหลักที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันเลิกเถียงขัดแย้งกันเพราะสามารถใช้เป็นข้อมูลหลักที่สำคัญในการพิสูจน์ความจริงและตัดสินใจ จะปฏิรูปพลังงานไปในทิศทางใด เพื่อใคร จะรักษากฎหมายเก่าๆที่ครม.นักการเมืองทุนสามานย์ผู้มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนอันเป็นชนกลุ่มน้อยนิดที่ร่ำรวยอยู่แล้วได้มัดมือประชาชนแปรรูปขายหุ้นรัฐวิสากิจปตท.โดยทุจริต  พร้อมทั้งจัดทำออกกฎหมายโจรเอื้อประโยชน์ให้พวกตัวเองไว้ เพื่อให้ผู้นำประเทศที่เป็นพวกเดียวกัน  สามารถใช้กล่าวอ้างความถูกต้องในการบริหารงานของส่วนราชการสอพลอที่เกี่ยวข้องว่าได้ทำตามกฎหมายแล้ว ..... หรือว่า จะทำตามความประสงค์ของประชาชนคือ ให้มีการแก้ไขจัดทำกฎหมายใหม่ให้เป็นธรรมทันสมัยทันโลกเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติและปวงชนเหมือนดังชาติต่างๆที่มีปิโตรเลียมได้ก้าวข้ามความล้าหลังแบบไทยมุ่งขึ้นสู่การพัฒนาปฎิรูปพลังงานเพื่อชาติและปวงชนมาหลายปีแล้ว ก็ย่อมขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ผู้นำของประเทศประชาชนตาดำๆจะทำอย่างไรได้
                                           ข้อมูลหลักที่สำคัญที่คสช. คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ และประชาชน ควรต้องการทราบไปพร้อมๆกันนี้ ถูกกท.พลังงานและปตท.ปิดบังกลบเกลื่อนไม่ยอมชี้แจงเปิดเผยมานับสิบปีแล้ว และประชาชนสงสัยอยากทราบมานานแล้วเพื่อการตรวจสอบทางสาธารณะที่รัฐบาล กท.พลังงานและปตท.ชอบกล่าวอ้างด้วยวาจาลอยๆไม่ต้องรับผิดชอบ ว่าเป็นต้นเหตุให้ต้องขายแกสน้ำมันให้คนไทยราคาแพง แต่กท.พลังงานไม่ยอมให้ข้อมูลเป็นเอกสาร เป็นจำนวน เป็นตัวเลข ที่ชัดเจน สำหรับให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ เอาผิดได้ โดยการหลีกเลี่ยงกล่าวอ้างต่างๆนานา ข้อมูลหลักที่สำคัญที่ ประชาชนขอให้ คสช.ได้โปรดสั่งการให้ผู้รับผิดชอบชี้แจงได้แก่ ปริมาณการสูบปิโตรเลียมดิบ ปริมาณการซื้อ-ขาย ปิโตรเลียมดิบ และปริมาณการกลั่นการแยกปิโตรเลียมดิบ...โดยการจัดทำรายงานเป็นตารางดังนี้
------- (1) คสช.สั่งการให้ กท.พลังงานจัดทำเสนอ... “รายงานประจำปีตารางแสดงปริมาณการสูบปิโตรเลียมดิบรายเดือน” คือแกสธรรมชาติและน้ำมันดิบของแต่ละหลุมทุกๆหลุมที่สูบได้จากหลุมไทยในเขตพื้นที่ประเทศไทยรวมทั้งพื้นที่ทับซ้อนฯที่ไทยเป็นผู้ให้สัมปทานซึ่งเจาะสูบโดยทั้งบริษัทต่างชาติและไทยรวมถึงปตท.ด้วย 
(1.1) สำหรับหลุมของปตท.ในไทย ที่ได้สัมปทานจากไทยให้แยกรายงานต่างหากโดยเฉพาะ .....
(1.2)สำหรับหลุมของปตท.ในต่างประเทศ ที่ปตท.ไปลงทุนไว้ก็ ให้แยกรายงานต่างหากเป็นอีกรายงานหนึ่งโดยเฉพาะ พร้อมทั้งแจ้งด้วยว่าได้บริหารจัดการปิโตรเลียมดิบที่ได้นั้นอย่างไร ส่งไปที่ไหน
โดยทั้งหมดให้แสดงข้อมูลย้อนหลัง 4 ปี ตั้งแต่ปี 2553 ถึง ปี 2556 แสดงรายละเอียดข้อมูลที่สำคัญของแต่ละหลุมให้ครบเช่น :- รายการที่_   ชื่อหลุม พิกัดหลุม ชื่อแหล่ง ชื่อบริษัทเจ้าของ สัมปทาน ค่าภาคหลวง ค่าภาษีรายได้ ปริมาณสูบแต่ละเดือนของแต่ละหลุม และยอดรวมของปี (ให้ใช้หน่วยเป็น พันลิตร)  ปลายทางขนส่ง(ถ้าในไทยให้แจ้งเป็นชื่อจังหวัดอักษรย่อ  ถ้าต่างประเทศให้แจ้งชื่อประเทศแต่ถ้าไม่ทราบให้แจ้งว่าต่างประเทศหรืออักษรย่อ ตปท.)  ฯลฯ
(โดยปกติตารางแสดงข้อมูล ลักษณะนี้ กท.พลังงานต้องมี ต้องจัดทำไว้อยู่แล้ว เพื่อการตรวจสอบ เพื่อใช้ประกอบการเก็บค่าภาคหลวง เสนอกท.การคลัง  ถ้าทุกอย่างที่ดำเนินการผ่านมาเป็นไปโดยถูกต้องบริสุทธิ์ก็ไม่ควรต้องใช้เวลานาน เพราะข้อมูลพื้นฐาน (DATA BASE) ต้องมีพร้อมอยู่แล้ว สามารถสั่งคอมพิวเตอร์ให้แปรรูป ออกแบบจัดทำเป็นตารางแบบต่างๆได้สะดวกรวดเร็วตามต้องการโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศน์ที่สามารถคำนวณตัวเลขให้เสร็จ  เพิ่มลดแถวประเภทข้อมูลต่างๆได้ ดังนั้นแม้เอกสารจะหลายหน้าเพราะจำนวนหลุมมากแต่ก็ควรจะนำเสนอได้ทันที)
----- (2) คสช.สั่งการให้ ทั้งกท.พลังงาน กท.การคลังและกึ่งรัฐวิสาหกิจปตท. ต่างฝ่ายต่างจัดทำ.... “รายงานประจำปี ตารางแสดงการซื้อ การขาย ปิโตรเลียมดิบของปตท.รายเดือน”    โดยแยกรายงานกันตามข้อ (2.1) และ(2.2)                               
(2.1) ที่ปตท.ซื้อ-ขายปิโตรเลียมดิบจากหลุมไทย หรือ ซื้อ-ขายกับบริษัทที่ได้สัมปทานปิโตรเลียมของไทย ทั้งซื้อขายกันโดยตรงกับบริษัทที่ได้สัมปทานปิโตรเลียมของไทย หรือผ่านคนกลางก็ตาม  โดยขนส่งของภายในประเทศ                                                                 
(2.2) ที่ปตท.ซื้อ-ขายกับต่างประเทศซึ่งไม่ใช่ปิโตรเลียมดิบจากหลุมไทย เช่นจาก สิงคโปร  ซาอุดิอารเบีย ฯลฯ ขนส่งปิโตรเลี่ยมดิบ โดยนำเข้าไทยหรือส่งออกต่างประเทศ

(ทั้งนี้การจัดทำรายงานอาจยึดข้อมูลที่สำคัญเป็นหลักเช่น  โดยการยึดถือ “ สัญญาการซื้อ-ขายเป็นหลัก” ...สัญญาซื้อ-ขาย ของปีใดที่มีการรับ-ส่งของ ในปีนั้นก็นำมาแสดงจัดทำรายงานประจำปีนั้น  เมื่อรับ-ส่งของในงวดเดือนใดเท่าไรก็แสดงไว้ในช่องของเดือนนั้น ….ส่วนสัญญาซื้อ-ขายที่ยังไม่มีการส่งของในปีนั้นก็นำไปรายงานในปีอื่นที่มีการส่งของจริง)
      โดยทั้งหมดให้แสดงข้อมูลย้อนหลัง 4 ปี ตั้งแต่ปี 2553 ถึง ปี 2556 พร้อมทั้งให้แสดงข้อมูลประกอบที่สำคัญเช่น เลขที่เอกสารสัญญาซื้อขายพร้อมวันทำสัญญาและปริมาณของ  ชื่อบริษัทคู่สัญญาซื้อ-ขาย  ปริมาณปิโตรเลียมดิบที่รับ-ส่งแต่ละงวดพร้อมวันที่และเลขที่หนังสือรับ-ส่งของ  จุดรับ-ส่งของ(ถ้าในไทยให้แจ้งชื่อจังหวัด ถ้าต่างประเทศให้แจ้งชื่อประเทศในกรณีไม่รู้ให้แจ้งไม่รู้)  ชื่อหลุม,ชื่อแหล่งปิโตรเลียม(กรณีไม่รู้ ให้แจ้งว่า ไม่รู้)   ยอดรวมปิโตรเลียมดิบที่ซื้อ-ขายทั้งปี 

------- (3) คสช.สั่งการให้กท.พลังงานและปตท.จัดทำ ....
(3.1) “รายงานประจำปีตารางแสดงปริมาณการกลั่นน้ำมันดิบของปตท.รายเดือน “ เดือนใดกลั่นน้ำมันดิบเท่าไรให้จัดทำรายงานเป็นตารางละ 12 เดือนคือรายงานประจำปี                                                           
(3.1.1) ให้จัดทำรายงานแสดงปริมาณการกลั่นน้ำมันดิบที่สูบได้จากหลุมไทยที่ปตท.ได้สัมปทานจากไทย
(3.1.2)ให้จัดทำรายงานแสดงปริมาณการกลั่นน้ำมันดิบที่ปตท.สั่งซื้อนำเข้าจากต่างประเทศ
โดยแยกรายงานต่างชุดกันกับข้อ (3.1.1) และไม่ต้องคำนึงถึงผลผลิตที่ได้จากการกลั่น

(3.2) “รายงานประจำปีตารางแสดงปริมาณการแยกกาซธรรมชาติของปตท.รายเดือน” เดือนใดนำกาซธรรมชาติไปแยกที่โรงแยกกาซได้เท่าไรให้จัดทำรายงานเป็นตาราง ละ 12 เดือนคือรายงานประจำปี
(3.2.1) ให้จัดทำรายงานแสดงปริมาณการแยกกาซธรรมชาติที่สูบได้จากหลุมไทยที่ปตท.ได้สัมปทานจากไทย
(3.2.2) ให้จัดทำรายงานแสดงปริมาณการแยกกาซธรรมชาติที่ปตท.สั่งซื้อนำเข้าจากต่างประเทศ  
โดยแยกรายงานต่างชุดกันและไม่ต้องคำนึงถึงผลผลิตที่ได้จากการแยกกาซ  ให้จัดทำรายงานฯ 4 ปี ตั้งแต่ปี 2553 ถึง ปี 2556                                                                                                                                                                              
การจัดทำรายงานตามข้อ (1) ถึง ข้อ(3) นั้น แต่ละฝ่ายจะอ้างว่าไม่ได้เก็บข้อมูลเก่าไว้ไม่ได้เพราะเป็นเอกสารทางราชการ(ที่มีความสำคัญสำหรับใช้งานหลายด้านเช่นใช้ในการตรวจสอบการทุจริตหลายขั้นตอน)  จึงต้องเก็บรักษาไว้อย่างน้อย 10 ปี ตามกฎหมาย .......หาก กท.การคลังมีข้อมูลรายละเอียดประกอบไม่สมบูรณ์ก็ให้แสดงแต่ข้อมูลเท่าที่ได้รับ เท่าที่มี  แต่กท.พลังงานในฐานะที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายวางแผนพลังงานของชาติ กำหนดยกเลิก เพิ่ม ลดการผลิตแกสน้ำมันประเภทต่างๆ และพิจารณาควบคุมกำหนดราคาขายปลีกให้ประชาชน กำหนดให้มีกองทุนเชื้อเพลิงฯ  ประกาศให้เหตุผลในการขึ้นราคาแกส น้ำมันไม่หยุดหย่อน และควบคุมตรวจสอบกำหนดการเก็บค่าภาคหลวงค่าภาษีรายได้ของสัมปทานปิโตรเลียม จึงจำเป็นต้องมีต้องรู้ข้อมูลทั้งหมด  ต้องมีการสั่งการให้รายงานข้อมูลตามกล่าวอย่างพร้อมมูลจึงจะสามารถบริหารจัดการงานได้ มิฉะนั้นแล้ว ก็จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างหละหลวม บกพร่อง ไร้ข้อมูล ไร้ประสิทธิภาพ รู้เห็นเป็นใจให้มีการทุจริตและค้ากำไรเกินควรได้
ส่วนปตท.นั้นเป็นองค์กรกึ่งราชการกึ่งบริษัทเอกชนภายใต้การตรวจสอบควบคุมของหลายหน่วยงานราชการ  ย่อมต้องรู้ข้อมูลประเภทต่างๆของปิโตรเลียมดิบของตัวเองดีอยู่แล้ว เพราะต้องใช้สำหรับการจัดทำบัญชีคำนวณรายได้รายจ่ายขาดทุน กำไร จ่ายเงินปันผล เสียภาษี และใช้ในการตรวจสอบกิจการของบริษัทอยู่แล้วเหมือนบริษัทมหาชนทั่วไป จึงควรมีความพร้อมสามารถจัดทำรายงานได้เร็ว .....และหากรายงานให้ข้อมูลไม่ชัดเจน ไม่ครบถ้วน ทางคสช.ควรต้องสั่งการให้ชี้แจงเพิ่มเติมด่วนอีกหลายๆครั้งจนกว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ได้สมบูรณ์                                                                           
                                   อนึ่งกท.พลังงาน กท.การคลังและปตท.ไม่สามารถปฏิเสธบ่ายเบี่ยงการรายงานให้ข้อมูลทุกเรื่องตามกล่าวได้ ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลใดๆก็ตาม เพราะปัจจุบันนี้ไม่ได้อยู่ในช่วงภาวะปกติ  แต่อยู่ในช่วงของการปฏิวัติ ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 คสช.มีอำนาจสั่งการได้เด็ดขาดและสูงสุด แม้แต่ศาลตุลาการก็ต้องรับฟังในเหตุผลเพื่อความมั่นคงของราชอาณาจักรไทย จึงสามารถขออำนาจศาลตุลาการหรือศาลทหารให้ต้องเปิดเผยข้อมูลจัดทำรายงานเสนอได้ 
                                   
                                 กลุ่มปฎิวัติรัฐสภา ในนามของประชาชน  จึงใคร่ขอให้ ท่านหัวหน้าคสช. ได้โปรดให้มีการแสดงชี้แจงข้อมูลทั้งหมดตามที่กล่าวมาซึ่งเป็นข้อมูล ที่คสช. คณะเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ และประชาชนจำเป็นต้องทราบในการปฏิรูปพลังงานตามเจตนารมณ์ของคสช.ที่แถลงการณ์ไว้ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2557 เพื่อปัญหาทุกอย่างที่ถกเถียงกันนานนับ 10 ปีแล้วจะได้คลี่คลายเข้าใจตรงกันเสียที และเดินหน้าต่อไปได้อย่างโปร่งใสด้วยเหตุด้วยผลเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย                                    
                                     จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและโปรดแจ้งให้ประชาชนทราบข้อมูลต่อไป
                                                           ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
                                                             นายสมมาตร์ พรนที (หัวหน้ากลุ่มปฏิวัติรัฐสภา)              

วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2557

จดหมายเปิดผนึกถึงคสช.เรื่องตรึงราคาและปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียม


                                                                                 วันที่ 2 มิถุนายน 2557
                                                                                             ที่ทำงานกลุ่มปฎิวัติรัฐสภา
จดหมายเปิดผนึกถึง คสช. เรื่องตรึงราคาและปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ
เรียนคสช.

                          จดหมาย เปิดผนึกฉบับนี้เป็นจดหมายร้องทุกข์ของประชาชนที่ได้รับความทุกข์เดือดร้อน จากราคาแกส น้ำมันในประเทศมีราคาแพงมาก กลุ่มปฏิวัติรัฐสภาในนามของประชาชนต้องการให้ คสช. ได้โปรดทราบปัญหาของประชาชนและช่วยพิจราณาดำเนินการแก้ปัญหาให้ประชาชนโดยขอ เรียนดังนี้
**แกสน้ำมันไทยราคาแพงติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกเสมอมาอย่างไร้เหตุผลอันจะพึงฟังได้ สร้างความทุกข์ยากเดือดร้อนให้คนไทยเพราะ...เป็นเรื่อง "นโยบาย" ของ รัฐบาล+กท.พลังงาน+ปตท.(ระบอบทษ.) ที่ต้องการทำกำไรสูงสุด ไม่ใช่เป็นเรื่องของต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ  แต่อ้างว่าเพื่อสท้อนต้นทุน....แท้จริงแล้วเป็นต้นทุนเทียม มิใช่ต้นทุนจริงเช่น ปิโตรเลียมดิบต้นทุนต่ำผลิตจากบ่อไทยเองมี 50 - 100% ของความต้องการใช้ในประเทศ(และควรต้องให้สิทธิประชาชนภาคครัวเรือนได้ใช้ให้ เหลือก่อน) แต่กลับไปใช้ต้นทุนปิโตเลียมดิบอ้างอิงราคาตลาดโลกทุกลิตร
**ระ บอบทษ.ฯ ผู้ทุจริตในการแปลงปตท.ขายหุ้นในราคาที่หลวงขาดทุนอย่างมาก....เพื่อวางแผน เขมือบเป็นเจ้าของหุ้นเกรด Aบวก ในราคาถูกต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์ของแผ่นดินของประชาชนมากโดยปกปิดชื่อผู้ ซื้อจริง.....และใช้รัฐเป็นเครื่องมือออกกฎหมายเอื้อปตท.ให้ค้ากำไรเกินควร ด้วยนโยบายสร้างกำไรสูงสุดเพื่อนายทุนเจ้าของหุ้นกลุ่มเล็กๆโดยไม่คำนึงถึง ความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชน เช่นในปี 2555 ปตท.มีผลกำไร 1.32 ล้าน ล้าน บาท .....
**อัน เป็นผลพลอยได้ให้รัฐได้เงินปันผลสูงตามนายทุนไปด้วย แต่มิใช่นโยบายของรัฐที่จะค้ากำไรเกินควรแล้วสร้างความทุกข์ร้อนให้ประชาชน นานร่วม 20 ปี จากการที่ค่าครองชีพพุ่งสูงตามราคาแกส น้ำมันที่ขึ้นราคามหาโหดตลอดเวลาซึ่งข้าราชการชั้นสูงมีรายได้หลายทาง คนร่ำรวยคงจะไม่รู้สึกรู้ร้อนไม่เข้าใจในเรื่องนี้....
**ระ บอบทษ. ได้ร่วมมือกันบริหารจัดการธุรกิจปตท. โดยออกกฎหมายเอื้อให้ปตท.ฉ้อฉลหมกเม็ดผูกขาดในการบริหารจัดการ การผลิตการขายแกส น้ำมัน อาศัยกฎระเบียบปิดบังข้อมูลไม่ยอมชี้แจงข้อสงสัย และใช้เงินค่าโฆษณาปิดปากสื่อ ข่มขู่ปชช.ที่วิพากษ์วิจารณ์ด้วยการฟ้องศาลแทนที่จะชี้แจงให้เกิดความโปร่ง ใสซึ่งนับว่าไร้จริยธรรม ขาดสำนึกและอุดมการณ์ในการรับใช้ประชาชน นอกจากทำให้ประชาชนเดือดร้อนต้องใช้แกส น้ำมันราคาแพงมากแล้ว ยังทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้ผลประโยชน์อันพึงควรจะได้จากกฎหมายที่ล้าสมัย ไม่ยุติธรรมและการเก็บค่าภาคหลวง ค่าภาษีที่รั่วไหลโดยเปิดโอกาสให้ทุจริตจ่ายใต้โต๊ะได้ง่าย ไม่มีระบบตรวจสอบที่รัดกุมมีคุณภาพ ไม่เปิดโอกาสให้สาธารณะ ประชาชนตรวจสอบได้ เช่นปริมาณน้ำมันดิบที่สูบได้จากปากหลุม....
**ที่ ผ่านมาประชาชนตาดำๆไม่ค่อยมีความรู้กฎหมายได้พยายามร่วมมือกันช่วยเหลือตัว เองโดยการฟ้องร้องต่อองค์การอิสระฯและศาลต่างๆดังมีเรื่องค้างคาอยู่หลาย เรื่อง แสดงถึงความทุกข์ร้อนของแผ่นดินจริงๆจนประชาชนทนอยู่เฉยๆไม่ได้ บางเรื่องที่ศาลตัดสินแล้วศาลไม่ได้ยืนอยู่ข้างประชาชน ไม่ให้คำแนะนำช่วยเหลือกลุ่มประชาชนหลายๆกลุ่มที่เข้าชื่อฟ้องร้อง กลับตัดสินสั้นๆห้วนว่า ประชาชนไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง และจำเลยข้าราชการระดับสูงของกท.พลังงานที่วางแผนควบคุมราคาแกส น้ำมันผู้ถูกฟ้องก็ไม่ใช่ผู้รับผิดชอบโดยตรง....ทำให้ประชาชนไม่รู้จะบาก หน้าไปพึ่งใคร เหลือเพียงต้องรบกวนใต้เบื้องพระยุคลบาทซึ่งหากไม่จำเป็นจริงๆก็จะไม่ทำ
**ทั้งหมดทั้งปวงจึงขอให้ คสช.
 งด การขึ้นราคาแกส น้ำมัน และลดราคาโดยด่วนเป็นการแก้ไขบรรเทาเหตุการณ์ความเดือดร้อนของประชาชนเฉพาะ หน้าก่อน เพราะในราคาขายปลีก แกส น้ำมันต่อลิตร ประกอบด้วยค่ากำไรมากกว่า 10 บาท ค่าภาคหลวง ภาษีรายได้ของรัฐไม่ต่ำกว่า 15 บาท ค่ากองทุนน้ำมัน(เถื่อน)ที่ปตท.ไม่ได้ใช้ในการพยุงราคาแกสน้ำมันให้ประชาชน
นอก จากนี้ค่าบริการทางตลาดที่สูง ค่ากำไรของปตท.ผส. ค่ารายได้ของโรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกกาซ ที่ล้วนแต่สูงมากเกินจนมีกำไรมากมายในแต่ละปี และ ค่ารู้มากเอาเปรียบอุตสาหกรรมอื่นๆและประชาชนของธุรกิจปิโตรเคมีบริษัทลูก ของปตท.ในการเอาค่ากองทุนน้ำมันไปใช้ การเสียภาษีต่ำสุด ฯลฯ ......เมื่อเทียบกับของมาเลเซียที่จำหน่ายน้ำมันต่างๆลิตรละประมาณ 20 บาทจะทราบข้อมูลตามกล่าว
และ ขอให้ คสช. ได้ปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ ในรูปแบบใดแบบหนึ่ง โดยมียุทธศาตร์การปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมในทำนองลักษณะโดยประมาณที่ภาค ประชาชนกลุ่มต่างๆจะได้เสนอมาในรูปแบบที่คล้ายๆกัน ตามที่ "กลุ่มปฏิวัติรัฐสภา" ก็เสนอมาด้วยดังนี้

ยุทธศาตร์การปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ

การปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ ของไทยควรจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เกี่ยวข้องกับพลังงานอื่นและทรัพยากรธรรมชาติอื่นเพราะปิโตรเลียมสามารถสร้างผลประโยชน์ให้อย่างมหาศาลและมีเป้าประสงค์เฉพาะตัวอยู้ข้อหนึ่งที่สำคัญมาก คือการนำผลประโยชน์รายได้มาสร้างรายได้จากเงินปันผลและจัดทำโครงการสวัสดิการต่างๆให้ประชาชนทุกระดับ

ที่ผ่านมา 20 ปีปิโตรเลียมเป็นสิ่งที่ถูกนำไปสร้างปัญหาสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาอย่างมากจากการออกกฎหมาย การจัดตั้งองค์กรธุรกิจบริษัทมหาชน(จำกัด)ปตท.และการบริหารจัดการที่ไม่ถูกต้องขาดความโปร่งใส ปิดบังข้อมูลประชาชนตรวจสอบไม่ได้ ทำให้เกิดโอกาสการทุจริตง่ายจำนวนมากและจำหน่ายแกส น้ำมันสำเร็จรูปให้ประชาชนในราคาแพงเกิน ทำให้ประขาชาชนรวมตัวกันเรียกร้องให้เกิดการปฏิรููปพลังงานปิโตรเลียมโดยคาดหวังเรียกร้องให้นำผลประโยชน์รายได้จากปิโตรเลียมทรัพยากรธรรมชาติของประชาชนมาจัดทำโครงการสวัสดิการต่างๆให้ประชาชน

ดังนั้นการปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมครั้งนี้จึงเกิดขึ้นจากความต้องการของประชาชน เป็นเรื่องที่ต้องสนองตอบความต้องการของประชาชน ยุทธศาตร์ที่ดีจึงต้องเป็นยุทธศาตร์ที่เน้นเพื่อปวงชนนอกจากการจำหน่าย แกส น้ำมันให้ประชาชนในราคาถูกแล้ว ยังต้องนำผลประโยชน์รายได้มาจัดทำสวัสดิการให้ประชาชนเป็นเป้าประสงค์หลักโดยเฉพาะเป็นกรณีพิเศษตามที่ประชาชนเรียกร้องอันแตกต่างจากการปฏิรูปเรื่องอื่น 

ดังนั้นจึงต้องตัดทิ้งประเด็นความต้องการปฏิรูปเพื่อเปิดช่องทางให้กลุ่มทุนพลังงานที่ร่ำรวยอยู่แล้วเข้ามาแบ่งแย่งผลประโยชน์รายได้ที่ควรจะเป็นของประชาชน...อย่างที่นักวิชาการพรรคพวกของนายทุนแฝงตัวเข้ามาเป็นกรรมการฯเพื่อร่างกฎหมายปฏิรูปพลังงานฉบับต่างๆสนองตัณหาเปิดช่องทางให้นายทุนแบ่งแย่งผลประโยชน์ของปวงชนเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติปิโตรเลียม ซึ่งเป็นทรัพธรรมชาติเพียงชนิดเดียวที่เป็นความหวังของปชช.ที่จะสามารถช่วยให้คนไทยมีความสุขได้

ปิโตรเลียมเป็นทรัพยากรธรรมชาติ
สิ้นเปลืองที่มีลักษณะเด่น มีเฉพาะบางประเทศ มีปริมาณจำกัด สามารถเก็บไว้ได้นานเท่าที่ต้องการโดยไม่เสื่อมคุณภาพ และทุกประเทศมีความจำเป็นต้องการใช้มากสำหรับใช้ประจำบ้านและเป็นสินค้าต้นทุนของธุรกิจทั้งหลาย

ในการร่างกฎหมายปฏิรูปพลังงานไทยนั้น คณะกรรมการทุกชุดทุกกลุ่มทุกเวที ที่กำลังร่างกฎหมาย ก่อนอื่นควรเริ่มต้นต้องตกลงกัน ให้มีวิสัยทัศน์ยุทธศาตร์และนโยบายที่พ้อง กันเป็นเอกภาพร่วมกันเสียก่อน เพื่อไปสู่การจัดทำรายละเอียดกำหนดกลยุทธต่างๆในการร่าง การออกกฎหมายโดยเอาปวงชนเป็นตัวตั้ง ให้มีเป้าประสงค์สนองตอบความต้องการของปวงชน เพื่อรับใช้ปวงชนเจ้าของทรัพยากรปิโตรเลียม ไม่ต้องไปห่วงนายทุนพลังงานที่ร่ำรวยอยู่แล้ว
(และหลังจากนี้แล้วกรรมการทุกคนจะได้ร่วมแรงร่วมมือกันใช้ความรู้ความสามารถของตนได้เต็มที่ สามารถแบ่งงานแบ่งการบ้านกันทำ สามารถทำงานได้ทุกวัน หรือทุก 2-3 วันตามกำหนด บางคนมีงานประจำไม่ว่างมา งานปฏิรูปฯก็ยังดำเนินได้เพราะมียุทธศาตร์อยู่แล้ว ไม่ทะเลาะขัดแย้งแย่งกันเป็นหัวเรือเป็นคนสำคัญเป็นคนนำเสนอบนเวทีแตกแยกกันแม้จะมีการแต่งตั้งประธานฯแล้วก็ตาม)

ยุทธศาตร์แห่งการ "ปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ" โดยหลักการใหญ่ ความต้องการสูงสุด จึงกำหนดดังนี้

(1) การ "ปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ" นี้เป็นภารกิจที่แตกต่างจากภารกิจอื่น เพราะมีเจตนารมย์กระทำเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของปวงชนซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เป็นคนระตับล่างยากจน โดยมิต้องห่วงนายทุนหรือกลุ่มทุนพลังงานที่ร่ำรวยอยู่แล้วและเป็นกลุ่มชนเล็กๆซึ่งสามารถประกอบธุรกิจอื่นๆได้      
ขอให้นายทุนพลังงานจงหลีกทางให้ความร่วมมือด้วย การร่างกฎหมาย การกำหนดรูปแบบวิธีการจัดตั้งองค์กร การกำหนดวิธีการบริหารจัดการธุรกิจทุกเรื่องจึงให้ใช้ปวงชนเป็นตัวตั้ง เป็นศูนย์กลางที่จะได้รับผลประโยชน์สูงสุดเสมอ

(2) ให้มีบริการการขายแกส น้ำมันสำเร็จรูปแก่ประชาชนภาคครัวเรือนในราคาถูกเป็นธรรม โดยให้ประชาชนภาคครัวเรือนเป็นกลุ่มแรกที่จะได้ใช้แกส น้ำมันสำเร็จรูปจากปิโตรเลียมบ่อไทยในราคาถูก จากราคาต้นทุนที่เป็นจริงเพิ่มกำไรไม่เกิน 15% ส่วนที่เหลือจึงจัดสรรให้ภาคธุรกิจ อุตสำหกรรม โรงงานอย่างเป็นธรรรมหรือตามความจำเป็น

(3) ให้มีการขายแกส น้ำมัน สำเร็จรูปแก่ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม โรงงานในไทยในราคาไม่แพงอย่างยุติธรรมและตามความจำเป้น เพื่อรักษาระดับค่าครองชีพให้เปลี่ยนแปลงอยู่ในเกณฑ์ปกติตามหลักการทางเศรษฐศาตร์ และสามารถส่งออกสินค้าต่างๆแข่งขันราคากับตลาดต่างประเทศได้

สำหรับในข้อ(2) และ (3) เป็นเรื่องที่ช่วยให้ปชช.พ้นทุกข์ความเดือดร้อนจากราคาแกส น้ำมันสำเร็จรูปและราคาสินค้าที่ขึ้นราคาอย่างรวดเร็วตลอดเวลาทำให้ทิ้งห่างรายได้ของปชช.ห่างไกลออกไปเรื่อยๆ จนปชช.ยากจนไม่มีเงินออมต้องเป็นหนี้สินบนผืนแผ่นดินสุวรรณภูมิอันอุดมสมบูรณ์
 
(4) เมื่อช่วยให้ปชช.พ้นทุกข์ตามข้อ (2)และ (3) แล้ว ต้องช่วยให้ปชช.มีความสุขมวลรวมประชาชาติสูง คือมีทั้งความสุขกายและสุขใจด้วย ครอบครัวมีหลักประกันชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดี มีสวัสดิการขั้นพื้นฐานอันพอเพียงส่งผลให้คลายกังวลจากปัญหาพื้นฐานในการดำรงชีวิตของครอบครัวเท่าที่จะสามารถเป็นไปได้ เช่นในเรื่อง  การสาธารณะสุข การศึกษา  สาธารณูปโภคฯลฯ 

คณะกรรมการชุดต่างๆจะต้องจัดทำร่างการปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติโดยเป็นช่องทางให้รัฐและ "องค์กรธุรกิจพลังงานปิโตรเลียม ของชาติ" (องค์กร ธ.ป.ช.) ซึ่งปวงชนเป็นเจ้าของร่วมกับรัฐ ที่จะกำหนดให้มีขึ้นใน รูปแบบใดแบบหนึ่งนั้น  มีอำนาจบริหารจัดการ การผลิต การค้าปิโตรเลียม แกส น้ำมัน เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์รายได้ให้เป็นของปวงชนให้มากที่สุดทุกช่องทางทั้งที่ขั้นตอนต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ เพื่อสร้างรายได้จากเงินปันผลที่ประชาชนซื้อเป็นเจ้าของและนำมาจัดทำโครงการสวัสดิการต่างๆให้ประชาชนทุกระดับทั้งประเทศ 

โดยกฎหมายที่ร่างนั้น ไม่เป็นช่องทางให้นายทุนเศรษฐีมาแย่งแบ่งปันผลประโยชน์รายได้ (จากทรัพยากรธรรมชาติของคนทั้งประเทศ) ที่ควรจะเป็นของปวงชน แต่ไปเข้ากระเป๋านายทุนที่ร่ำรวยอยู่แล้ว โดยการร่างกฎหมายให้เปิดเสรีธุรกิจการผลิต การค้า ปิโตรเลียม แกส น้ำมัน     ตามที่นายทุนกำลังจ้องหาโอกาสอยู่โดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น นำเสนอตัวเอง หรือ ให้นักวิชาการที่รู้จักคุ้นเคย เคยมีน้ำใจผลประโยชน์ต่อกัน หรือ ส่งทีมนักวิชาการ นักพูดเพื่อมวลชนจิตอาสา เข้ามาอยู่ในคณะกรรมการร่างกฎหมายปปฏิรูปพลังงานไทยเพื่อให้มีการเปิดการค้าเสรีปิโตรเลียม แกส น้ำมัน  กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ....

การจัดทำร่างการปฏิรูปพลังงานปิโตเลียมแห่งชาติ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการธุรกิจ การผลิต การค้า ปิโตรเลียม แกส น้ำมันที่ขั้นตอนต่างๆคือ 
ก/ ที่ต้นน้ำ...การสำรวจ ผลิตปิโตรเลียมดิบ (การเก็บรายได้ แบ่งปันผลผลิต) ระหว่างรัฐและเอกชนคู่สัญญาผู้ขอดำเนินการ.......
ข/ ที่กลางน้ำ...การขนส่งปิโตรเลี่ยมทางท่อบนบกและในทะเล และ การ(โรง)กลั่นน้ำมัน การ(โรง)แยกกาซ.......
ค/ ที่ปลายน้ำ...ปั๊มบริการขายปลีกแกสน้ำมันสำเร็จรูป (ปัจจุบันเป็นของปตท. 60% และค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่่อยๆ).......

ให้เป็นไปโดยยึดแนวทางวางกลยุทธ์ ในการกำหนดรูปแบบวิธีการ การบริหารจัดการและออกกฎหมายให้เกิดผลประโยชน์รายได้แก่รัฐและองค์กร ธ.ป.ช.มากที่สุด ที่สำคัญคือ.....
โดยการออกกฎหมายให้รัฐ และองค์กรธุรกิจพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ(องค์กร ธปช.) มีอำนาจผูกขาดในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจ การผลิต การค้า ปิโตรเลียมดิบ กาซน้ำมันสำเร็จรูป ที่ขั้นตอนต่างๆให้มากที่สุดเท่าที่จะทำให้รัฐและองค์กร ธปช.สามารถใช้อำนาจบริหารจัดการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์รายได้จากทรัพยากรธรรมชาติของปชช. ให้ตกเป็นของรัฐและปชช.ให้มากที่สุดทุกช่องทางทุกขั้นตอน สามารถควบคุมนายทุนฯได้ทั้งทางตรงทางอ้อมไม่ให้เข้ามาแบ่งแย่งผลประโยชน์ที่ขอให้เป็นของปวงชนเพื่อนำไปจัดสร้างรายได้เงินปันผลจากหุ้นที่ประชาชนทั้งประเทศซื้อเป็นเจ้าของ และการจัดทำทำสวัสดิการให้ ประชาชน

แทนที่จะเปิดเสรีการค้าอันเป็นช่องทางเปิดโอกาสให้นายทุนเข้ามาประกอบธุรกิจอย่างเสรีแข่งขันกับ รัฐและองค์กร ธ.ป.ช. มาใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ ระบบต่างๆ ของรัฐ เช่นท่อขนส่งบนบกในทะเล โรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกกาซและปั๊มบริการขายปลีก มาแข่งขันกับรัฐและองค์กรธปช. อย่างเสรี ทำให้ผลประโยชน์รายได้ส่วนนี้ไปตกแก่นายทุนที่ร่ำรวยอยู่แล้ว แทนที่จะตกอยู่กับปชช.ที่ส่วนใหญ่เป็นคนจนและเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติ......การขอให้นายทุนที่ร่ำรวยอยู่แล้วไม่เข้ามาหากินแข่งขันแบ่งแย่งผลประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียมของปชช.เพียงเรื่องเดียวเพื่อรัฐจะได้บริหารจัดการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เหล่านั้นมาให้ประชาชนทั้งประเทศ เป็นเหตุผลที่ทุกคนจะต้องยอมรับตามกฎหมายปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ

(5) องค์กรธุรกิจพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ ที่จะจัดตั้งให้มีขึ้นสำหรับบริหารจัดการธุรกิจ การผลิต การค้าปิโตรเลียม แกส น้ำมันในส่วนที่นอกเหนือจากรัฐดำเนินการเอง  ซึ่งอาจมีรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งตามที่ออกแบบกำหนด เช่น
(5.1) จัดตั้งเป็นองค์กรธุรกิจขึ้นใหม่ ในที่นี้สมมติเป็นชื่อ องค์กรธุรกิจพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ (องค์กร ธปช.) โดยการยึดคืนระบบอุปกรณ์ต่างๆเช่น ระบบท่อขนส่งบนบกในทะเล โรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกแกส ฯลฯ ซึ่งเป็นของแผ่นดินของประชาชนมาแต่เดิม [ราคารวมประมาณ 300,000 ล้านบาท แต่ถูกทุจริตเอาไปตีราคาเพียงแห่งละ 1 บาท รวมประมาณ 10 บาท ในการขายหุ้นตอนแปลงรัฐวิสาหกิจปตท.เป็นกึ่งรัฐวิสาหกิจ บริษัท(จำกัด)มหาชนปตท. ให้นักการเมืองทุนสามานย์ผู้บริหารประเทศเจ้าของนโยบายได้ซื้อหุ้นราคาถูก ] จากบริษัท(จำกัด) มหาชน ปตท. นำมาจัดทำองค์กร ธปช.ให้ประชาชนทั้งประเทศถือหุ้นร่วมกันในจำนวนเท่าๆกัน หากคนจนไม่มีเงินซื้อให้รัฐบาลหาเงินมาให้กู้แล้วค่อยๆหักส่วนแบ่งเงินปันผลคืน

(5.2) การยึดคืนบริษัท(จำกัด)มหาชน ปตท. มาเป็นของรัฐโดยการซื้อหุ้นคืนในส่วนที่เป็นของเอกชน 49% ประมาณ 1 หมื่นล้านหุ้น เริ่มต้นจากการตรวจสอบการทุจริตในการแปลงรัฐวิสาหกิจปตท.ขายหุ้นเช่น การตีราคาสินทรัพย์ของแผ่นดินที่ยังมีสภาพดีใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพให้ไร้มูลค่าตามข้อ 5.1 ตัวการมีทั้งนักการเมืองและช้าราชการในสำนักนายกรัฐมนตรี ในกท.การคลัง

โดยให้ศาลบังคับแจ้งข้อมูลผู้ซื้อหุ้นมือหนึ่ง และเจ้าของหุ้นในปัจจุบันเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของนักการเมืองผู้แปลงรัฐวิสาหกิจฯ หากนักการเมืองในยุคนั้นเป็นเจ้าของหุ้นจำนวนมากให้ถือว่าปฏิบัติโดยทุจริตเพราะเจตนาแปลงรัฐวิสาหกิจขายหุ้นในราคาถูกกว่าต้นทุนมากเพราะวางแผนกว้านซื้อหุ้นเองในราคาถูก และหากเจ้าของหุ้นใดไม่ยอมเปิดเผยชื่อจริงก็ถือว่าทุจริตเช่นกัน จึงต้องยึดหุ้นคืนเป็นของแผ่นดิน สำหรับผู้ถือหุ้นรายอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้อง ให้ซื้อหุ้นคืนในราคาที่เป็นธรรมซึ่งส่วนมากต่างก็ได้กำไรจากเงินปันผลมากแล้ว 
หากไม่ยอมขายหุ้นคืนในราคากำหนด ให้ยึดคืนทรัพย์ของแผ่นดินไปจัดตั้งองค์กรธปช. ตามข้อ 5.1 แล้วให้บริษัท(จำกัด)มหาชนปตท.เป็นบริษัทในตลาดหุ้นธรรมดาๆไม่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับรัฐและทรัพยากรปิโตรเลียมของแผ่นดินอีกต่อไป 

และที่สำคัญคือ ปตท. จะไม่มีอำนาจในการบริหารจัดการ การผลิต การค้า ปิโตรเลียม แกส น้ำมัน ของรัฐและไม่มีกฎหมายรองรับอำนาจผูกขาดการบริหารจัดการการผลิตการค้า ปิโตรเลียม แกส น้ำมัน และจะต้องขาย แกส น้ำมันสำเร็จรูปในราคาถูกแข่งกับองค์กรธปช. และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นกองทุนเถื่อนไม่ถูกกฎหมายอยู่แล้วก็จะต้องถูกยกเลิทำให้ไม่มีกองทุนเชื้อเพลิงช่วยสนับสนุนธุรกิจปิโตรเคมี ในที่สุดจะทำให้ มีผลกำไรน้อย ราคาหุ้นของบริษัท(จำกัด)มหาชนปตท.จะต้องลดลงๆ อย่างมากแน่นอน และเจ้าของหุ้นปตท.จะต้องขายหุ้นไปซื้อหุ้นตัวใหม่ที่กำไรดีกว่า
 สำหรับกลยุทธให้กท.การคลังขายหุ้นให้ประชาชนทั้งประเทศคนละ3-5  หุ้น เพื่อให้ประชาชนมีเสียงข้างมากในการโหวตเสียงในการมีอำนาจวางแผนบริหารปตท.ให้เป็นไปในรูปแบบใดแบบหนึ่งนั้นก็เป็นเรื่องน่าคิด
(6) สัญญาการสำรวจ ผลิตและเก็บผลประโยชน์รายได้ปิโตรเลียมดิบระหว่างรัฐกับเอกชนให้ยกเลิกระบบเดิมแบบสัมปทานซึ่งรัฐได้ผลประโยชน์น้อยประมาณร้อยละ 30 เป็นค่่าภาคหลวงร้อยละ 5 - 15  ที่เหลือเป็นค่าภาษีรายได้ โดยเปลี่ยนมาเป็นระบบแบ่งปันผลผลิตปิโตรเลียมดิบปากหลุมให้รัฐได้ส่วนแบ่งประมาณร้อยละ 80 คู่สัญญาได้ประมาณร้อยละ 20 เป็นรูปแบบที่ทันสมัยกว่าเหมือนกับหลายประเทศใช้กัน ทำให้รัฐได้ผลประโยชน์เพิ่มขึ้นมากและเกิดความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล ตรวจสอบได้ง่ายที่สำคัญคือทำให้รัฐมีปิโตรเลียมดิบจากบ่อไทยในส่วนที่เป็นของรัฐที่จะนำมาบริหารจัดการผลิตแกส น้ำมันสำเร็จรูปมากขึ้นสำหรับใช้ในประเทศและเหลือส่งขายต่างประเทศ....ด้วยเหตุและผลเรื่องนี้จึงให้รัฐหยุดการทำสัญญาให้สัมปทานแก่เอกชนที่กำลังจะเกิดขึ้นเสียก่อนจนกว่าจะได้มีการปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติแล้วเสร็จ
(7) การจัดตั้งองค์กรธุรกิจพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติของประเทศไทย ไม่สมควรไปลอกแบบของประเทศอื่นๆเช่นมาเลเซีย หรือบริษัทปิโตรนาส เพราะประชาชนของเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าคนไทย และเป้าประสงค์ของการจัดตั้งองค์กรธุรกิจพลังงานแห่งชาติมีอยู่ข้อหนึ่งที่ต้องการบริหารจัดการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์รายได้เพื่อนำไปจัดทำโครงการสวัสดิการต่างๆให้ประชาชนทุกระดับอันมีค่ามากสำหรับคนจนระดับล่าง ซึ่งแตกต่างกับของบริษัทปิโตรนาส ดังนั้นจึงอาจนำของต่างประเทศมาประยุกต์ให้เข้ากับเป้าประสงค์ของไทยโดยเฉพาะในเรื่องการออกกฎหมายให้องค์กรธปช.มีอำนาจผูกขาดในการบริหารจัดการ การผลิตการค้าปิโตรเลียม แกส น้ำมัน
(8) ในกระทรวงพลังงานและในองค์กร ธปช.เมื่อรัฐมีการแต่งตั้งชุดคณะกรรมการใดๆตามกฎหมายเพื่อวางแผนตัดสินใจบริหารจัดการองค์กรธปช.และส่วนราชการต่างๆที่เกียวกับพลังงานปิโตรเลียม ขอให้กฎหมายนั้นกำหนดให้มีชุดคณะกรรมการจากภาคประชาชนแต่งตั้งเสนอเข้าทำงานร่วมกับชุดคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยภาครัฐด้วยในจำนวนที่ไม่น้อยกว่าชุดคณะกรรมการของภาครัฐ และให้ภาคประชาชนมีสิทธิ์เปลี่ยนตัวกรรมการที่ภาคประชาชนเสนอได้ตลอดเวลาโดยเพียงแต่แจ้งให้ รมว.พลังงานเพื่อรับทราบ
ข้อควรคำนึงประกอบในการจัดทำยุทธศาตร์ปฏิรูปธุรกิจพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ 
(ก) เรื่องงบกำไรสุทธินี้เพียงแสดงให้กรรมการร่างยุทธศาตร์และกฎหมายปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติได้เห็นว่าผลกำไรสุทธิประจำปีขององค์กร ธปช.จะต้องถูกจัดสรรไปเป็นงบต่างๆซึ่งจะมากกว่าตัวอย่างที่แสดง และจะเหลืองบส่วนที่จะนำมาใช้เป็นเงินปันผล เงินจัดทำโครงการสวัสดิการให้ประชาชนไม่มาก 
ดังนั้น
(1) ถ้าใช้ระบบเปิดการค้าเสรีให้นายทุนพลังงานเข้ามาแบ่งแย่งผลประโยชน์รายได้ที่ควรจะเป็นของปวงชนเจ้าของทรัพยากรปิโตรเลียม
(2) เลิกเก็บเงินกองทุนเชื้อเพลิง ทำให้ไม่มีเงินส่วนนี้เข้ามาช่วย
(3) ขายแกส น้ำมันราคาถูกให้ประชาชน ทำให้ผลกำไรจากการขายปลีกลดลงหรือได้น้อย  ทำให้ผลกำไรในส่วนที่จะนำมาเป็นเงินปันผลและสวัสดิการต่างๆของประชาชนก็จะเหลือน้อย

งบกำไรสุทธิขององค์กรธปช. ประจำปี ให้จัดสรรดังนี้ (เป็นตัวเลขสมมติ)
จัดสรรเป็นทุนสำรอง......(10%) จัดสรรเป็นงบลงทุนทั่วไป......(30%)
จัดสรรงบสำหรับเงินปันผลประจำปีของผู้ถือหุ้นไม่เกิน 20 %
จัดสรรเป็นงบจัดทำโครงการสวัสดิการต่างๆให้ประชาชนผู้ถือหุ้นทั้งประเทศ 40 %

(สมมติถ้าประชาชนที่อายุเกิน 18 ปี ถือหุ้นได้ไม่เกินคนละ 20,000 บาท หากไม่มีหรือมีเงินไม่พอ รัฐบาลจัดหาเงินกู้ให้แล้วค่อยๆหักแบ่งส่วนเงินปันผลคืน ถ้าได้เงินปันผล 15% ประชาชนจะได้เงินปันผลคนละประมาณ 3,000 บาทต่อปี เฉลี่ยครอบครัวหนึ่งน่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นบาทต่อครัวเรือนต่อปีเงินจำนวนนี้อาจเล็กน้อยสำหรับคนมีฐานะ แต่มีค่ามากสำหรับคนจน.....นี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างที่อยากให้กรรมการ ร่างกฎหมายชุดต่างๆเช่น แผนแม่บทฯ สภาพลังงานปิโตรเลี่ยมแห่งชาติ องค์กรธปช. และพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ลองคิดเจาะลึกถึงผลสุดท้ายที่ประชาชนจะได้รับผลประโยชน์ในแต่ละเรื่องอย่างเป็นรูปธรรม ถ้าสามารถทำได้ เพื่อจะได้ประมาณว่าจะทำอะไรให้ประชาชนทั้งประเทศได้มากน้อยแค่ไหนตามที่ประชาชนคาดหวัง จนท่านได้เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้)

(ข) การที่รัฐบาลจะจัดการบริหารทรัพยากรธรรมชาติปิโตรเลียมของแผ่นดินในรูปแบบใดๆ ย่อมเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอันมีสนธิสัญญสากลรองรับซึ่งต่างชาติควรจะต้องยอมรับและให้ความร่วมมือ โดยเฉพาะเมื่อเป็นรูปแบบวิธีการที่ใช้กันทั่วไปในนานาประเทศ และในส่วนของรัฐบาลเองก็ต้องแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้ให้เกิดความเป็นธรรมทั่วหน้าแก่ประชาชนโดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส....   สนธิสัญญานั้นมีสาระว่า

**สนธิสัญญา กติกาสากลด้านพลังงาน กำหนดให้พลังงานของประเทศใด ให้ใช้สร้างความมั่งคั่ง การกินดีอยู่ดีของชนชาตินั้นโดยรัฐบาลแบ่งปันผลประโยชน์ให้ประชาชนอย่างทั่วถึงเป็นธรรรม

นั่นคือรัฐบาลจะต้องตราเป็นกฎหมายเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติปิโตรเลียมให้กระจายลงไปถึงประชาชนระดับล่างให้มากที่สุดเป็นโครงการที่เป็นรูปธรรมชัดเจนตลอดไปมิใช่แปรเปลี่ยนไปตามนโยบายของรัฐบาลแต่ละยุคสมัย และมิใช่รวยกระจุกอยู่แต่ในกลุ่มนายทุนพลังงานที่จะกอบโกยผลประโยชน์จากระบบการค้าเสรีปิโตรเลียมที่ผู้ร่างกฎหมายจงใจเปิดทางให้ .....และความยากจนยังคงกระจายไปทั่่วรากหญ้าที่ถูกจงใจให้นายทุนแย่งส่วนแบ่งผลประโยชน์ไป โดยฝีมือนักวิชาการของนายทุนผู้แฝงตัวเข้ามาร่างกฎหมายเพื่อนายทุน.....
(เป็นกรณีที่ผู้จัดทำยุทธศาตร์ฯและร่างกฎหมายต่างๆต้องชี้แจงให้ละเอียดชัดเจนด้วยเหตุด้วยผลต่อปชช.เจ้าของทรัพยากรฯอย่างตรงไปตรงมาว่า .....ระบบเปิดเสรีเพื่อนายทุนสามารถใช้อำนาจทุน อำนาจรัฐ อำนาจนักการเมืองเป็นเครื่องมือเข้ามาทำธุรกิจแข่งขันกับรัฐหรือองค์กรธปช. เอาผลประโยชน์เข้ากระเป๋านายทุนเองนั้น ดีกว่า  ระบบรัฐผูกขาด เพื่อรัฐเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทุกขั้นตอนนำไปจัดทำโครงการสวัสดิการต่างๆให้ปชช.ที่ส่วนใหญ่ยากจนรายได้ต่ำอย่างไร )
                                         สุดท้ายนี้ กลุ่มปฎิวัติรัฐสภา ในนามของประชาชนขอฝากความคาดหวังของประชาชนไว้ให้คสช.ได้โปรดตรึงราคาและลดราคาแกส น้ำมันให้โดยเร็วด้วย และโปรดพิจารณาปฎิรูปพลังงานปิโตรเลียม เพื่อให้ปิโตรเลียมซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติเพียงชนิดเดียวที่ประชาชนให้ความหวัง นำมาบริหารหารจัดการช่วยให้มีชีวิตประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเป็นหลักประกันของครอบครัวได้ส่วนหนึ่งช่วยให้คลายความกังวลหายใจได้ทั่วท้องและมีความสุขขึ้นในฐานะเจ้าของแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์
                                               จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาความคาดหวังของประชาชน
                                               นายสมมาตร์ พรนที (หัวหน้ากลุ่มปฏิวัติรัฐสภา)

วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ยุทธศาตร์การปฏิรูปพลังงานแห่งชาติ ......แบบง่ายๆ
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=721204437937692&set=a.705458822845587.1073741827.704110432980426&type=1&theater**

ยุทธศาตร์แห่งการปฏิรูปพลังงานแห่งชาติ(เน้นพลังงานปิโตรเลียม) แบบนี้ดีใหม?

ปิโตรเลียมเป็นทรัพยากรธรรมชาติสิ้นเปลืองที่มีลักษณะเด่น มีเฉพาะบางประเทศ มีปริมาณจำกัด สามารถเก็บไว้ได้นานเท่าที่ต้องการโดยไม่เสื่อมคุณภาพ และทุกประเทศมีความจำเป็นมีความต้องการใช้มากสำหรับเป็นสินค้าต้นทุน

คณะกรรมการทุกชุดทุกกลุ่มในการร่างกฎหมายต่างๆด้านปฏิรูปพลังงานฯ ควรต้องมีวิสัยทัศน์พ้องกัน มียุทธศาตร์และนโยบายที่เป็นเอกภาพร่วมกันเสียก่อน เพื่อไปสู่การกำหนดกลยุทธต่างๆในการร่างการออกกฎหมาย ให้มีเป้าประสงค์ตรงกันเป็นเอกภาพ

ยุทธศาตร์แห่งการปฏิรูปพลังงานแห่งชาติโดยหลักการใหญ่ ความต้องการสูงสุด ควรเป็นดังนี้จริงใหม

(1) ให้มีการขายแกส น้ำมันสำเร็จรูปแก่ประขาชนภาคครัวเรือนในราคาถูกเป็นธรรม เช่นในราคาต้นทุนที่เป็นจริงเพิ่มกำไรไม่เกิน 15%

(2) ให้มีการขายแกส น้ำมัน สำเร็จรูปแก่ธุรกิจพานิชย์ อุตสาหกรรม โรงงาน ของคนไทยในราคาไม่แพงและยุติธรรมเสมอภาคกันตามประเภทของธุรกิจพานิชย์อย่างมีเหตุผลเป็นที่ยอมรับได้ เพื่อความเป็นธรรมและรักษาระดับค่าครองชีพให้เปลี่ยนแปลงอยู่ในเกณฑ์ปกติตามหลักการทางเศรษฐศาตร์ และสามารถส่งออกแข่งขันราคากับตลาดต่างประเทศได้

(3) นอกจาก (1) และ (2) แล้ว ที่เหลือให้กฎหมายที่จะจัดทำนั้น เป็นช่องทางให้รัฐมีอำนาจบริหารจัดการปิโตรเลียมให้ผลประโยชน์รายได้ตกเป็นของรัฐให้มากที่สุด เพื่อนำมาจัดทำโครงการสวัสดิการต่างๆให้ประชาชนทุกระดับทั้งประเทศ โดยกฎหมายไม่เป็นช่องทางให้นายทุนเศรษฐีมาแย่งแบ่งปันผลประโยชน์รายได้ที่ควรจะเป็นของประชาชน ไปเข้ากระเป๋าตัวเอง ตามที่นายทุนกำลังหาโอกาสอยู่โดยวิธีการต่างๆ เช่นส่งนักวิชาการ นักพูดเพื่อมวลชนเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการต่างๆที่ร่างกฎหมายเพื่อให้มีการเปิดการค้าเสรีปิโตรเลียม (ตามยุทธศาตร์ที่กล่าวมานี้ไม่เป็นการฝืน สนธิสัญญา กติกาสากลใดๆ) หรือกล่าวอีกแบบหนึ่งคือ....

(3) ให้การดำเนินการร่างกฎหมาย ออกกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการธุรกิจ การผลิต การค้า ปิโตรเลียมที่ขั้นตอนต่างๆคือ ก/ ที่ต้นน้ำ...การสำรวจ ผลิต การแบ่งปันผลประโยชน์ ปิโตรเลียมดิบ.......
ข/ ที่กลางน้ำ...การขนส่งปิโตรเลี่ยมทางท่อบนบกและในทะเล การ(โรง)กลั่นน้ำมัน การ(โรง)แยกกาซ.......
ค/ ที่ปลายน้ำ...ปั๊มบริการขายปลีกแกสน้ำมันสำเร็จรูป (ปัจจุบันเป็นของปตท. 60% และค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่่อยๆ).......
ให้เป็นไปโดยยึดแนวทางวางกลยุทธ์ ในการออกกฎหมายให้เกิดผลประโยชน์รายได้แก่รัฐมากที่สุดทั้งรูปแบบและวิธีการ ที่สำคัญคือ.....
ออกกฎหมายให้รัฐมีอำนาจผูกขาดในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ การผลิต การค้า ปิโตรเลียมดิบ กาซน้ำมันสำเร็จรูป ที่ขั้นตอนต่างๆให้มากที่สุดเท่าที่จะทำให้รัฐสามารถใช้อำนาจบริหารจัดการให้เกิดผลประโยชน์รายได้ตกเป็นของรัฐมากที่สุด แทนที่จะเปิดเสรีการค้าอันเป็นข่องทางเปิดโอกาสทำให้ผลประโยชน์รายได้ไปตกแก่นายทุนที่ร่ำรวยอยู่แล้ว.......

ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆก็คือ เหมือนกับที่บริษัจำกัด (มหาชน) ปตท.กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน....แต่เป้าประสงค์ต่างกันที่ปตท.หมดเม็ด ปกปิด ฉ้อฉล ขูดรีด ค้ากำไรเกินควร ไม่เป็นธรรม ต้องการผลประโยชน์รายได้สูงสุดไปให้นายทุนกระจุกเดียว และผลประโยชน์ที่รัฐได้ตามจำนวนหุ้นก็เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น โดยใช้รัฐเป็นเครื่องมือในการออกกฎหมายโจรเอื้อประโยชน์ให้นายทุนนักการเมืองที่จัดการแปรรูปขายหุ้นปตท. อย่างทุจริต ปตท.จึงถูกต่อต้านให้ยกเลิกการผูกขาดหมกเม็ด....

ซึ่งตรงกันข้ามกับเป้าประสงค์ของการปฏิรูปพลังงานแห่งชาติ ซึ่งเชื่อได้ว่าจะไม่มีการต่อต้านจากภาคประชาชนอย่างแน่นอน
จึงสรุปว่า ในข้อ (3) ต้องปฏิรูปพลังงานฯโดยออกกฎหมายให้อำนาจแก่รัฐในการผูกขาดธุรกิจการผลิต การค้าทุกขั้นตอนคล้ายปตท.
ซึ่งหากเริ่มต้นเข้มงวดเช่นนี้แล้วโอกาสจะผ่อนคลายให้พ่อค้านายทุนภายหลังเมื่อมีความจำเป็นย่อมทำได้โดยง่าย

***************************************
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=721204437937692&set=a.705458822845587.1073741827.704110432980426&type=1&theater**