วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
ยุทธศาตร์ปฏิรูปพลังงานให้ปชช.ของในหลวง
++ยุทศาตร์ปฏิรูปพลังงานให้
วันที่ 22 กรกฎาคม 2557
ที่ทำงาน
เรื่องขอเสนอแนวทางปฏิรูปประเทศในหัวข้อที่ 1. 5 ระบบพลังงาน
เรียนท่านหัวหน้าคสช.พลเอกสุรยุธ จันทร์โอชา และ คณะเตรียมการปฏิรูปประเทศเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ
ด้วยประชาชนมีความคิดเห็นฟ้องต้องกันว่า สมควรต้องมีการ "ปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียม"โดยยึดถือ ความเป็นจริงที่ว่า....ทรัพยากรปิโตรเลียม เป็นของปชช โดยปชช เพื่อปชช. มิใช่เพื่อต่างชาติ นายทุน นักการเมือง ชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่ใช้อิทธิพล อำนาจความร่ำรวยกระทำการทุจริตเข้าครอบครองแสวงหาผลประโยชน์บนความทุกข์ยากของปชช.ผู้เป็นเจ้าของอันแท้จริงดังที่เป็นอยู่....ดังนั้นในสถานการณ์การเมืองของประเทศที่ผ่านมา มีอยู่หนทางเดียวที่จะแก้ไขให้เป็นผลสำเร็จได้คือ ต้องเป็นการปฏิรูปฯโดยปชช. เพื่อปชช. ดังที่ปชช.ได้รวมพลังชุมนุมต่อเนื่องมาหลายปีทั่วประเทศและครั้งสุดท้าย
กปปส.และกลุ่มต่างๆได้ชุมนุมหลายเดือน ยอมเสียสละชีวิตเลือดเนื้อน้ำตา ความมุ่งหมายที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ เพื่อดำเนินการปฏิรูปพลังงานปิโตเลียมโดยปชช. เพื่อปชช.
แต่เมื่อคสช.ทำรัฐประหารและดำเนินการปฏิรูปฯเสียเองโดยที่ปชช.จำนวนมากเป็นห่วงเพราะปตท.เป็น "กล่องดวงใจของคุณทักษิน ชินวัตร" ที่หลายๆฝ่ายให้ความเกรงใจและมีผลประโยชน์ร่วมไม่ยอมแปรรูปคืนกลับปตท.เป็นรัฐวิสาหกิจ 100% ของชาติและปชช.ตามเดิม ดังนั้นเพื่อความบริสุทธิ์ใจคสช.จึงควรฟังเสียงปชช.และได้พิจารณาปฏิรูปฯตามความต้องการของปชช. เพื่อปวงชนชน
มิใช่เพื่อนายทุนพลังงาน ทุนสามานย์ นักการเมืองที่ร่ำรวยอยู่แล้วและเป็นชนกลุ่มน้อยนิดที่มีพฤติกรรม ปฏิบัติหน้าที่เยี่ยงโจร ทุจริตแปรรูป ขายและซื้อหุ้นปตท.เยี่ยงโจร ออกกฎหมายโจรที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียมและปตท. เพื่อผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง แล้วกลับเสแสร้งอ้างว่า ......
ทำเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของชาติ(หรือของระบอบทุนสามานย์กันแน่?) แล้วขอให้ปชช.เสียสละเพื่อลูกหลานรุ่นหลัง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ต่อไป ๆ ๆ ๆ ๆ ๆโดยขาดวิสัยทัศน์ ไม่สามารถบอกได้ว่าเมื่อไหร่ที่ ปชช.ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ จะพ้นทุกข์ความเดือดร้อนยากจน (สมตามพระราชหฤทัย ที่พระองค์ทรงงานหนักทุ่มเทให้ตลอดมาทุกเรื่องรวมถึงกรรมวิธีการผลิตเชื้อเพลิงอีเทอร์นอลเพื่อชนะความยากจน อันจะเป็นวันที่พระองค์จะได้ทรงพระเกษมสำราญสักที) จากการถูกขูดรีดให้ต้องใช้แกสน้ำมันแพงขึ้นราคาไม่หยุดหย่อนอันเป็นผลทำให้สินค้าแพงทั้งแผ่นดินทั้งๆที่ค่าเงินบาททรงตัวอยู่ที่ ดอลล่าละ 32-33 บาทมาตลอด
และผลของการบริหารพลังงานปิโตรเลียมจากข้าราชการนักการเมืองโจรตามกล่าว ทำชาติเสียผลประโยชน์ที่ควรจะได้อย่างมหาศาลแทนที่จะนำมาใช้เสริมแก้ปัญหาความยากจนให้ปชช.ของในหลวงรัชกาลที่๙ ได้กินดีอยู่ดีมีสุข แต่ปิโตเลียมกลับกลายเป็นตัวสร้างปัญหาซ้ำเติมปชช.แล้วเมื่อไรที่พระราชประสงค๋ของในหลวงจะสัมฤทธิ์ผลสักที?.....
คสช.จึงโปรดอย่าฟังโจร อย่าเชื่อโจรโดยที่ยังมิได้มีการพิสูจน์ข้อมูลและเหตุผลในอดีต อย่าใช้เพียงเหตุผลว่า อยากใช้ผู้มีประสพการณ์(โจร) มีความเชี่ยวชาญ(ในการปล้นชาติขูดรีดปชช.?) มาเป็นกรรมการบริหารพลังงานชุดต่างๆ เพราะ ปชช.คนจนเจ็บมานานรู้ซึ้งมากพอแล้ว ไม่คิดว่าในยุคนี้จะมีองคุลีมาลกลับใจโดยที่ไม่ได้แสดงความสำนึกผิดในผลงานที่ทำร้ายปชช.มา ....ดังนั้นถ้าคสช.ถือว่าการปฏิบัติตามกฎหมายโจรเป็นความถูกต้องของนิติรัฐโดยไม่คำนึงถึงนิติธรรม ประชาชนย่อมจะต้องทนทุกข์ยากจนเดือดร้อนเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้นำประเทศ
กลุ่มทวงคืนพลังงานในนามของปชช.ได้รวบรวมแนวทางความต้องการปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมของปชช. แล้วสรุปเป็นยุทธศาตร์ปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมไทยนำมาเสนอได้ดังนี้.....
++ยุทธศาตร์ปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมไทย++
......(1) ให้ปชช.ภาคครัวเรือน มีสิทธิ์ได้ใช้แกสน้ำมันจากบ่อไทยเป็นอันดับแรกในราคาถูก ปิโตรเลียมบ่อไทยส่วนที่เหลือจึงให้ภาคอื่นใช้ในราคายุติธรรม ใน"ราคาที่สท้อนต้นทุนที่เป็นจริงจากบ่อไทย" เช่น ราคาเบนซินที่ปตท.ขายให้ปชช. 47 บาทต่อลิตร จะสามารถขายให้ปชช.ภาคครัวเรือนในราคาถูกใกล้เคียงกับมาเลเซียคือเหลือประมาณ 23 บ/ล ซึ่งทุกฝ่ายจะอยู่ได้สบายๆดังนี้
ต้นทุนการผลิตจากบ่อไทยส่งถึงปั๊ม 5 บ. + กำไรของปตท.ให้ลดเหลือ 9 บ. + ค่าภาคหลวง ค่าภาษีของรัฐลดลงเหลือ 7 บ. + ค่าการตลาด ฯลฯ 2 บ. รวม 5+9+7+2 = 23 บ/ลิตร (ไม่คิดค่ากองทุนเชื้อเพลิงเพราะปิโตรเลียมบ่อไทยราคาค่อนข้างคงที่) ซึ่งปิโตรเลียมดิบบ่อไทยมีให้ปชช.ภาคครัวเรือนพอใช้และยังมีเหลือส่วนหนึ่งให้ภาคธุรกิจใช้
......(2) ตามสัญญาในระบบสัมปทานปิโตรเลียมที่ผ่านมา 40 ปี ถึงปัจจุบัน รัฐบาลโง่ได้ เก็บรายได้ค่าภาคหลวงเข้ารัฐเป็น"เงิน"นั้น ถ้าหากยังใช้ระบบสัมปทานต่อไป ขอให้เปลี่ยนการเก็บรายได้จากเงินเป็นเนื้อปิโตรเลียมดิบแทนในราคาต้นทุนการเจาะสูบ ตามที่พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 ให้อำนาจ กท.พลังงานไว้ ซึ่งจะมีผลดีคือ
ลดการนำเข้าจากต่างประเทศในราคาแพงและลดการทุจริตหลายๆขั้นตอนได้ (ราคาต้นทุนจากการเจาะสูบน้ำมันดิบบ่อไทย 2 บ/ล ในขณะที่ปตท.ซื้อจากตลาดโลก 20 บ/ล แพงกว่า 10 เท่า หรือทำให้ไทยต้องซื้อนำเข้าในราคาที่แพงกว่าลิตรละ 18 บาท ).....และจะมีผลดีทำให้น้ำมันดิบบ่อไทยมีพอใช้หรือใกล้เคียงกับความต้องการภายในประเทศไทย.....(เหตุที่กท.พลังงานและรัฐบาลไม่ได้ทำตามข้อ 2
ที่กล่าวนี้ เพราะโง่มายาวนาน 40 ปีหรือแกล้งเป็นโจรโง่? ...จึงต้องนำมากล่าวให้เห็นผลงานเลวๆที่ชัดเจนมีหลักฐานตามที่กำลังเป็นอยู่ ของข้าราชการ กรรมการบริหารทั้งของกท.พลังงานและปตท.ชุดต่างๆเป็นตัวอย่างที่ทำงานโง่ไม่ค้มค่าเงินเดือนและทุจริต)
.......(3) นำปิโตรเลียมดิบที่เหลือจากข้อ 1 และที่ได้จากข้อ2 มาผลิตเป็นแกส น้ำมันสำเร็จรูปจำหน่ายให้ธุรกิจพานิชย์อุตสาหกรรมของคนไทยในราคาไม่แพงอย่างยุติธรรม(ไม่ให้ภาคธุรกิจปิโตรเคมีของปตท.รู้มากเอาเปรียบธุรกิจอื่นๆและปชช.ในเรื่องเงินกองทุนเชื้อเพลิง ภาษีและราคาแกส LPG) เพื่อรักษาระดับค่าค่าครองชีพให้อยู่ในเกณฑ์ปกติราคาสินค้าไม่แพงและในภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ ภาคเอกชนสามารถผลิตสินค้าส่งออกแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้ดี แทนที่จะฉ้อฉลเอาแต่่่่ได้ เสแสร้งอ้างถึงแต่ความมั่นคงทางพลังงานด้านเดียวแต่ไม่ได้ทำด้านอื่นๆให้เกิดความมั่นคงเอาแต่ขึ้นราคาปิโตเลียมด้านเดียว
........ 4) การเก็บรายได้จากปิโตรเลียมดิบเข้ารัฐ ให้เปลี่ยนจากระบบสัมปทาน (รัฐได้ 30% ) เป็นระบบแบ่งปันผลผลิต (รัฐได้ 80%) เหมือนอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฯลฯ (หากทำเช่นนี้แล้ว ข้อ 2 ก็ไม่ต้องกล่าวถึง)....ทั้งนี้ขอให้คสช.ได้ใช้กรณีศึกษาของประเทศโบลิเวียและอาร์เยนติน่า
เมื่อผู้นำประเทศได้กล้าหาญทำการปฏิรูปพลังงานตามความต้องการของปชช.ใช้กำลังทหารบุกยึดบ่อสัมปทานปิโตรเลียมของบรรษัทข้ามชาติค้าน้ำมันของอเมริกาอย่างไม่เกรงกลัว ไม่อ้างเหตุผลทางกฎหมายใดๆ แล้วเปลี่ยนการเก็บรายได้จากระบบสัมปทานเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) ทำให้สามารถแก้ปัญหาความยากจนของประเทศได้ภายใน 1-2 ปี
นี่คือการใช้ปฏิญญาสากลด้านทรัพยากรธรรมชาติและประชาธิปไตยของประเทศอันสมบูรณ์อย่างแท้จริง ที่อยู่เหนือประชาธิปไตยจากประเทศมหาอำนาจไม่อาจจะข่มขู่กดดันได้เพราะปชช.เขาไม่เกรงกลัวประเทศมหาอำนาจ เป็นอย่างไรก็เป็นกัน!...เช่นเดียวกับคนไทยที่เสียสละกล้าหาญชุมนุมยาวนานเสี่ยงชีวิตเพื่อต้องการปฏิรูปพลังงานในแนวทางเดียวกับโบลิเวียและอาร์เยนตินา....หากใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตแล้วปิโตรเลียมดิบบ่อไทยจะพอใช้ในประเทศและมีเหลือส่งขายต่างประเทศ
......... 5) เนื่องจากทรัพยากรธรรมชาติปิโตรเลียมเป็นสมบัติของปวงชน เพียงชนิดเดียวที่คนไทยฝากความหวังไว้อย่างสูงสำหรับที่จะช่วยให้ปชช.มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีมีสุข แต่กฎหมายที่ล้าสมัย ด้อยประสิทธิภาพ และกฎหมายโจร ที่เปิดทางให้ทุจริตปกปิดข้อมูล ทำให้ประเทศได้ผลประโยชน์จากปิโตเลียมดิบต่ำมากและเอื้อให้ปตท.ค้ากำไรเกินควร
โดยผลประโยชน์มหาศาลตกแก่ข้าราชการชั่ว นักการเมืองระบอบทุนสามานย์ ทำให้ปชช.ต้องทุกข์ยากเกิดปัญหาอุปสรรคในอันที่จะได้รับประโยชน์จากทรัพยากรฯปิโตรเลียมของปชช.ตามรัฐธรรมนูญ ปชช.จึงต้องการให้คสช.ปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมให้เกิดผลประโยชน์รายได้สูงสุดแก่รัฐและปวงชน.โดยไม่ต้องคำนึงห่วงถึงเศรษฐีนายทุนพลังงานที่ร่ำรวยอยู่แล้วซึ่งสามารถไปหากินในธุรกิจอื่นได้ไม่จำเป็นต้องหากินกับปิโตเลียม มาแข่งขันแบ่งแย่งผประโยชน์ของปวงชน
ที่สำคัญมากที่สุดคือปชช.มีเป้าประสงค์ ให้ปวงชนเป็นเจ้าของหุ้นร่วมกันขององค์กรธุรกิจปิโตรเลียมแห่งชาติ(อปช.)และผลประโยชน์รายได้ส่วนหนึ่งของรัฐและอปช.ให้ใช้จัดทำโครงการสวัสดิการต่างๆให้ปชช.กินดีอยู่ดีมีสุขและให้เจ้าของที่ดินชุมชนเหนือบ่อปิโตเลียมได้รับผลประโยชน์ร่วมกับนายทุนพลังงานที่ได้สิทธิ์เจาะสูบปิโตรเลียมดิบ....ดังนั้นในการออกกฎหมายปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียม ขอให้จัดทำกฎหมายโดยเป็นช่องทางให้รัฐและ อปช.มีอำนาจทางกฎหมาย
ทางบริหารจัดการสินทรัพย์ของแผ่นดิน ทางการซื้อ การขาย การบริการปิโตรเลียม ให้เป็นระบบผูกขาดทางการค้าทั้งที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
คล้ายปตท.ในปัจจุบัน แต่เป้าประสงค์ตรงกันข้ามกับปตท.เพราะปตท.ต้องการค้าแสวงหากำไรสูงสุดเพื่อเข้ากระเป๋านายทุนโดยไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากของปชช.
แต่อปช.มีเป้าประส่งค์ เพื่อผลประโยชน์รายได้เป็นของรัฐและปวงชนให้ครบทุกขั้นตอนไม่ต้องการให้นายทุนเข้ามาแข่งขันแบ่งแย่งช่วงชิงผลประโยชน์ของปวงชน รวมทั้งปชช.ได้ใช้แกส น้ำมันราคาถูกยุติธรรม.....จึงขออย่าออกกฎหมายให้เป็นช่องทางให้นายทุนเศรษฐีเข้ามาแข่งขันแบ่งแย่งผลประโยชน์รายได้ที่ควรจะเป็นของรัฐและปวงชน เอาไปเข้ากระเป๋านายทุน
ตามที่นายทุนกำลังหาโอกาสอยู่โดยวิธีการต่างๆ เช่นพยายามซ้ือตัว หรือส่งตัวนักวิชาการ นักพูดเพื่อมวลชนเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการต่างๆเพื่อให้มีการออกกฎหมายเปิดการค้าเสรีปิโตรเลียม ให้ท่อขนส่งปิโตรเลี่ยมบนบกในทะเลเป็นของธุรกิจเอกชนเป็นต้น
......... (6) ให้ออกกฎหมายกำหนดให้ แบ่งผลประโยชน์รายได้จากปิโตรเลียมสำหรับจัดทำโครงการสวัสดิการให้ปชช.เช่น ไม่น้อยกว่า 30% สำหรับรัฐบาลทุกยุคต้องยอมปฏิบัตินำมาใช้จัดทำโครงการสวัสดิการให้ปชช. ...และโครงการสวัสดิการนั้นๆ ไม่ควรเป็นโครงการที่รัฐได้ดำเนินการเป็นปกติอยู่แล้วเพราะจะแยกงบประมาณไม่ออกว่าเป็นงบส่วนใด
ควรจะกำหนดแยกออกมาให้ชัดเจนแสดงในทั้งในกฎหมายที่บังคับ และในพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี.....ว่าเป็นโครงการอะไร วงเงินเท่าไร ซึ่งน่าจะเป็นโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเลี่ยมด้วย เช่น จัดทำคูปองแจกฟรีแก่ปชช. สำหรับใช้แลกซื้อ แกส น้ำมัน สาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา คมนาคม อาหารแห้ง ปุ๋ย ยากำจัดสัตรูพืช-สัตว์ เป็นต้น แล้วแต่ปชช.แต่ละฐานะ
แต่ละอาชีพจะเลือกใช้จ่ายตามความจำเป็นของแต่ละคน
.........(7) ให้ดำเนินการจัดตั้ง "องค์กรพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ "(อปช.) แทนที่ปตท.หรือบริษัทมหาชน(จำกัด)ปตท.โดยให้ปตท.พ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจดังนี้
.........(7.1) รัฐดำเนินการให้บริษัทมหาชน(จำกัด)ปตท.เปลี่ยนคืนกลับเป็น รัฐวิสาหิจ 100% ของรัฐแบบเดิม สมมติชื่อ "องค์กรพลังงานปิโตเลียมแห่งชาติ"(อปช.) โดยการยกเลิกข้อกฎหมายในกฎหมายต่างๆเช่นพ.ร.บ.ปิโตรเลียม มติครม.ที่ได้ให้อำนาจบริหารจัดการแก่ปตท.โดยเฉพาะในเรื่องอำนาจดำเนินธุรกิจแบบระบบผูกขาดทางการค้า
ควรนำข้อกฎหมายเหล่านั้นมาแก้ไขให้เหมาะสมเพื่อให้อำนาจแก่อปช.แทน ..... และโอนทรัพย์สินแผ่นดินของชาติของปชช.จากปตท.เช่น ระบบท่อขนส่งปิโตรเลียมฯลฯคืนกลับมาให้อปช.ดำเนินการแทนปตท. โดยปล่อยให้ปตท.เป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ธรรมดาที่ไม่มีอำนาจได้เปรียบกว่าใคร และหากผู้ถือหุ้นรายใดต้องการขายหุ้น รัฐบาลก็ยินดีรับซื้อในราคายุติธรรม
ในขั้นตอนนี้ธุรกิจปตท.จะกำไรน้อยธุรกิจหลักอาจให้เป็นธุรกิจปั๊มบริการขายปลีกซึ่งรัฐควบคุมราคาขายปลีกราคาหุ้นของปตท.จะตกมาก.....รัฐหรืออปช.สามารถช้อนซื้อหุ้นได้เพื่อให้อปช.เป็นธุรกิจครบวงจรแบบผูกขาดโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขายแกสน้ำมันราคาถูกยุติธรรมให้ปชช.และจัดทำโครงการสวัสดิการให้ปชช.....ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีงามเพราะวัตถุประสงค์ดีไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอย่างที่นายทุนพลังงานกล่าวหากัน
.........(7.2) รัฐดำเนินจัดตั้งองค์กรพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ (อปช.) แทนปตท.ในรูปแบบใดแบบหนึ่ง (โดยโอนทรัพย์สินแผ่นดินของชาติของปชช.จากปตท.มาให้อปช.และให้อำนาจกฎหมายแก่อปช.สามารถบริหารจัดการธุรกิจแบบระบบผูกขาดทางการค้าคล้ายๆปตท.ที่เป็นอยู่แต่มีการปรับแก้กฎหมายบ้างให้เหมาะสม อาจให้อปช.เป็นองกรธุระกิจทำการค้าปิโตรเลียมดิบ ปิโตรเลียมสำเร็จรูปแทนรัฐเมื่อมีการเปลี่ยนการเก็บผลประโยชน์จากระบบสัมปทานเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต
และมีกรรมการจากภาคประชาชนส่งเข้าร่วมในการบริหารอย่างมีเหตุมีผล เปิดเผยโปร่งใสตรงไปตรงมา......โดยให้ปวงชนเป็นเจ้าของหุ้น และผลประโยชน์รายได้ส่วนหนึ่งนำมาจัดทำโครงการสวัสดิการให้ปชช. ในระยะแรกหากหาคนดีซื่อสัตย์และมีประสพการณ์เชี่ยวชาญไม่ได้ ก็ให้จ้างมืออาชีพจากต่างประเทศมาจัดองค์กรวางแผนและบริหารจัดการองค์กรให้ก่อนซึ่งเป็นเรื่องไม่ยากที่คนไทยจะเรียนรู้รับถ่ายทอดวิชาการมา
.........(7.3) สำหรับถ้าจะยึดคืนปตท.คืนกลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% ของชาติและปชช.นั้น มีเหตุผลคือ
.....1) นักการเมืองใช้อำนาจทุจริตแปรรูปปตท.สมบัติของชาติของปชช. ขายหุ้นต่ำกว่าราคาทุนขาดทุนมากนับแสนล้านบาท .....2)ทุจริตผิดกฎโดยขายหุ้นด้วยระบบอีเลคโทรนิค(จองง่าย เร็ว โกงง่ายและโกงจริง).....3) ทุจริตผิดข้อกำหนดโดยขายหุ้นให้บางคนมากเกินข้อกำหนด.....4) วางแผนรีบดำเนินการแปรรูปฯไม่ให้ปชช.ตั้งตัวต่อต้านทัน
รีบร้อนแปรรูปสินทรัพย์ของชาติของปชช.โดยไม่ทำประชาพิจารณ์.....5)แปรรูปแล้วบริหารงานด้วยนโยบายแสวงหากำไรสูงสุด ตรงข้ามกับสัญญาประชาคม .....ขายค้ากำไรเกินควร มีผลให้สินค้าต่างๆแพงทั้งแผ่นดิน ปชช.เดือดร้อน.....6)บริหารงานฉ้อฉล หมกเม็ด ส่อทุจริต ขาดธรรมาภิบาล ปิดบังบิดเบือนข้อมูลสาธารณะไม่โปร่งใส ไม่แสดงข้อมูลที่ไปที่มาที่ปชช.สงสัยไม่ให้ปชช.ตรวจสอบ ซึ่งผิดวิสัยของกิจการที่สุจริตช่วยเหลือปชช ซึ่งมีแต่อยากเปิดเผยข้อมูลแก่สาธารณะเพื่อคำชื่นชม
..........(7.4) สำหรับวิธีการจะเปลี่ยนคืนกลับ ปตท.เป็นรัฐวิสาหกิจปตท.100% ของรัฐแบบเดิม ปชช.ได้เสนออีกวิธีการหนึ่งคือ
1)ให้ศาลบังคับเปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้นและการซื้อการขายหุ้นทั้งหมดซึ่งต้องมีการทุจริตแน่นอน...2)ดำเนินคดีนักการเมืองที่ลุแก่อำนาจในการแปรรูปและทุจริตจองหุ้นปั่นหุ้นช้อนซื้อหุ้นกันเอง...3)เมื่อมีหลักฐานการทุจริต ให้ยึดคืนหุ้น (ของนักการเมือง35%)
ที่ได้ทุจริตแปรรูป+ทุจริตขาย-ซื้อหุ้น+ออกกม.(โจร)+อยู่เบื้องหลังการบริหารจัดการบริษัทมหาชน(จำกัด)ปตท.โดยทุจริต...4) ซื้อหุ้นคืนจากเอกชนที่เหลือ(14%)ในราคายุติธรรม ......5)นำหุ้นของกท.การคลังอีก 51% มารวม ....รวมทั้งมีสินทรัพย์แผ่นดินของชาติของปชช.เช่นโรงแยกกาซ โรงกลั่นน้ำมัน ระบบท่อขนส่งเดิมๆเป็นต้นทุนอยู่ซึ่งยังเรียกทุนจากการขายหุ้นให้ปวงชนได้อีก.....จึงสามารถจะจัดตั้งอปช.ได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านทุน
...6) ให้จัดทำเปลี่ยนบริษัทมหาชน(จำกัด)ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจ 100%ของรัฐแบบเดิม ....หรือจัดทำเป็นองค์กรธุรกิจพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ (อปช.)แทนบริษัทมหาชน(จำกัด)ปตท. โดยมีสินทรัพย์(ระบบท่อขนส่ง)และกฎหมายที่เอื้อและให้อำนาจต่อการบริหารจัดการปิโตรเลียมที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำแบบระบบผูกขาดการค้าคล้ายๆบริษัทมหาชน(จำกัด)ปตท.ในปัจจุบัน.....ไม่เปิดเป็นระบบเสรีทางการค้าให้นายทุนเข้ามาร่วมกิจการโดยไม่จำเป็น
...7) ในกท.พลังงานและองค์กรธุรกิจปิโตรเลียมแห่งชาติ(อปช.) จะบริหารงานโดยมีกรรมการบริหารชุดต่างๆที่ประกอบด้วยนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ นักบริหาร จึงขอให้ต้องออกกฎหมายให้มีกรรมการจากภาคประชาชนจัดส่งเข้ามาบริหารงานร่วมประกบคู่กันทุกชุด โดยให้กรรมการจากภาคปชช.มีจำนวนมากกว่า 3 คน
และภาคปชช.สามารถเปลี่ยนกรรมการได้ทันทีเพียงแจ้งให้กท.พลังงานรับทราบ (กรรมการฯจากภาคประชาชนนั้นให้ประกอบด้วยนักวิชาการผสมกับภาคประชาชนคุณสมบัติที่สำคัญคือเป็นผู้มีความสนใจด้านพลังงานและมีความซื่อสัตย์เป็นหลักสำคัญเป็นที่รู้กันของชาวบ้านชุมชนหรือขององค์กร)
สำหรับในข้อ 7) นี้เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้ข้อใดเพราะจะมีผลให้กรรมการภาคประชาชน มีโอกาสสามารถร่วมบริหารตัดสินใจ ขอแก้ไขเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมกฎระเบียบ มาตรการต่างๆของ ปตท.หรือ อปช.ได้ตลอดเวลา .....โดยการออกกฎหมายให้กรรมการภาคประชาชนมีสิทธิ์ ขอเปิดประชุม เสนอข้อเรียกร้อง แล้วลงประชามติตัดสินระหว่างคณะกรรมการฯ ทั้ง 2 ฝ่่าย โดยให้มีผลเปลียนแปลงกฎระเบียบ วิธีการ มาตราการต่างๆตามผลการโหวตเสียง และถ้าเป็นเรื่องของมติครม.หากผลการโหวตเสียง กรรมการภาคประชาชนชนะ มีผลให้ รัฐสภา หรือ ศาล ต้องแก้ไขหรือยกเลิกมติครม. นั้น
ข้าพเจ้าและกลุ่มเพื่อนประชาชนมีความไว้วางใจในคสช.และ "คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ" ที่ได้เสียสละกล้าหาญทำการรัฐประหารเพื่อหวังให้แผ่นดินไทยคืนกลับสู่ศานติสุขและความอุดมสมบูรณ์ของชาติประชาชน จึงขอฝากความหวังของพี่น้องประชาชนในเรื่องการปฏฺิรูปพลังงานปิโตรเลียมไว้
จึงเรียนมาเพื่อเป็นกำลังใจขอให้คสช.ดำเนินการเพื่อปวงชนต่อไปให้จงสำเร็จสมปนิธาน เพื่อให้ประชาชนของในหลวงกินดีอยู่ดีมีสุขสมตามพระราชหฤทัยของในหลวง พระองค์จะได้ทรงพระเกษมสำราญในรัชสมัยของพระองค์ด้วยเถิด
ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
นายสมมาตร์ พรนทีและกลุ่มเพื่อนประชาชน
Em:uuhijk@gmail.com Tel 08 7595 5859
ปชช.ของในหลวง ++
วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2557
ขอข้อมูลหลักสำคัญปิโตรเลียม
"วันที่ 18 มิถุนายน 2557 "...
ที่ทำงานกลุ่มปฏิวัติรัฐสภา
ที่ทำงานกลุ่มปฏิวัติรัฐสภา
เรื่องขอข้อมูลหลักสำคัญปิโตรเลียม
เรียนท่านหัวหน้าคสช. พลเอกประยุทธ จันทร์โอชาและคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ
ด้วยตามที่การปฏิรูปพลังงานจะสำเร็จได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติประชาชนเป็นที่พอใจนั้น
ประชาชนและคสช.จะต้องมีข้อมูลที่เป็นจริงด้านพลังงานไว้ศึกษา ตัดสินใจ วางแผน
ออกแบบและจัดแก้จัดทำกฎหมายต่างๆ
แต่ที่ผ่านมาประชาชนได้ข้อมูลข่าวสารที่ขัดแย้งกันกับกระทรวงพลังงานและบริษัท(จำกัด)มหาชนปตท.อีกทั้งที่ผ่านมา
กท.พลังงาน กึ่งรัฐวิสาหกิจปตท.และรัฐบาล ใข้วาทกรรมสื่อสารกับประชาชนไม่รู้เรื่อง
ข้อมูลขัดแย้งกันเองเปลี่ยนไปมา ตามแถลงการณ์ของท่านหัวหน้าคสช.เมื่อวันที่
13 มิถุนายน 2557นั้น
กลุ่มปฎิวัติรัฐสภาในนามของประชาชนผู้ใส่ใจในเรื่องการปฏิรูปพลังงานมานาน
จึงใคร่ขอเสนอวิธีการให้คสช. กึ่งรัฐวิสาหกิจปตท. กท.พลังงาน “คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ”และประชาชนได้รับข้อมูลพลังงานหลักที่สำคัญอันเป็นกุญแจไขปริศนาความลับไปสู่ความจริงที่โปร่งใสได้รับรู้ข้อมูลตรงกันพร้อมๆกัน
เพื่อจะได้พูดจาภาษาเดียวกันเสียทีและปัจจุบันนี้ไม่มีใครทำได้นอกจากคสช.
โดยขอให้คสช. สั่งการให้ กท.พลังงาน
กท.การคลังและปตท.ตอบคำถามหรืออธิบายชี้แจงข้อมูลต่างๆเป็นเอกสารและกำชับให้รายงานข้อมูลจริง
โดยผู้บริหารสูงสุดขององค์กรหรือของส่วนราชการในปัจจุบันเป็นผู้รายงานเองโดยลงนามเสนอรายงานแต่เพียงผู้เดียว
ไม่ให้รายงานตามน้ำผ่านผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อแสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ ไม่อาจโยนความผิดให้ใครและเพื่อสามารถเอาผิดและลงโทษได้ถ้าให้ข้อมูลเป็นเท็จ
ข้อมูลตามกล่าวนี้ เป็นข้อมูลหลักที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันเลิกเถียงขัดแย้งกันเพราะสามารถใช้เป็นข้อมูลหลักที่สำคัญในการพิสูจน์ความจริงและตัดสินใจ
จะปฏิรูปพลังงานไปในทิศทางใด เพื่อใคร จะรักษากฎหมายเก่าๆที่ครม.นักการเมืองทุนสามานย์ผู้มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนอันเป็นชนกลุ่มน้อยนิดที่ร่ำรวยอยู่แล้วได้มัดมือประชาชนแปรรูปขายหุ้นรัฐวิสากิจปตท.โดยทุจริต
พร้อมทั้งจัดทำออกกฎหมายโจรเอื้อประโยชน์ให้พวกตัวเองไว้
เพื่อให้ผู้นำประเทศที่เป็นพวกเดียวกัน
สามารถใช้กล่าวอ้างความถูกต้องในการบริหารงานของส่วนราชการสอพลอที่เกี่ยวข้องว่าได้ทำตามกฎหมายแล้ว
..... หรือว่า จะทำตามความประสงค์ของประชาชนคือ ให้มีการแก้ไขจัดทำกฎหมายใหม่ให้เป็นธรรมทันสมัยทันโลกเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติและปวงชนเหมือนดังชาติต่างๆที่มีปิโตรเลียมได้ก้าวข้ามความล้าหลังแบบไทยมุ่งขึ้นสู่การพัฒนาปฎิรูปพลังงานเพื่อชาติและปวงชนมาหลายปีแล้ว
ก็ย่อมขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ผู้นำของประเทศประชาชนตาดำๆจะทำอย่างไรได้
ข้อมูลหลักที่สำคัญที่คสช.
คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ และประชาชน ควรต้องการทราบไปพร้อมๆกันนี้
ถูกกท.พลังงานและปตท.ปิดบังกลบเกลื่อนไม่ยอมชี้แจงเปิดเผยมานับสิบปีแล้ว และประชาชนสงสัยอยากทราบมานานแล้วเพื่อการตรวจสอบทางสาธารณะที่รัฐบาล
กท.พลังงานและปตท.ชอบกล่าวอ้างด้วยวาจาลอยๆไม่ต้องรับผิดชอบ ว่าเป็นต้นเหตุให้ต้องขายแกสน้ำมันให้คนไทยราคาแพง
แต่กท.พลังงานไม่ยอมให้ข้อมูลเป็นเอกสาร เป็นจำนวน เป็นตัวเลข ที่ชัดเจน สำหรับให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้
เอาผิดได้ โดยการหลีกเลี่ยงกล่าวอ้างต่างๆนานา ข้อมูลหลักที่สำคัญที่ ประชาชนขอให้
คสช.ได้โปรดสั่งการให้ผู้รับผิดชอบชี้แจงได้แก่ ปริมาณการสูบปิโตรเลียมดิบ
ปริมาณการซื้อ-ขาย ปิโตรเลียมดิบ
และปริมาณการกลั่นการแยกปิโตรเลียมดิบ...โดยการจัดทำรายงานเป็นตารางดังนี้
------- (1) คสช.สั่งการให้ กท.พลังงานจัดทำเสนอ...
“รายงานประจำปีตารางแสดงปริมาณการสูบปิโตรเลียมดิบรายเดือน”
คือแกสธรรมชาติและน้ำมันดิบของแต่ละหลุมทุกๆหลุมที่สูบได้จากหลุมไทยในเขตพื้นที่ประเทศไทยรวมทั้งพื้นที่ทับซ้อนฯที่ไทยเป็นผู้ให้สัมปทานซึ่งเจาะสูบโดยทั้งบริษัทต่างชาติและไทยรวมถึงปตท.ด้วย
(1.1) สำหรับหลุมของปตท.ในไทย ที่ได้สัมปทานจากไทยให้แยกรายงานต่างหากโดยเฉพาะ
.....
(1.2)สำหรับหลุมของปตท.ในต่างประเทศ ที่ปตท.ไปลงทุนไว้ก็
ให้แยกรายงานต่างหากเป็นอีกรายงานหนึ่งโดยเฉพาะ พร้อมทั้งแจ้งด้วยว่าได้บริหารจัดการปิโตรเลียมดิบที่ได้นั้นอย่างไร
ส่งไปที่ไหน
โดยทั้งหมดให้แสดงข้อมูลย้อนหลัง 4 ปี
ตั้งแต่ปี 2553 ถึง ปี 2556
แสดงรายละเอียดข้อมูลที่สำคัญของแต่ละหลุมให้ครบเช่น :- รายการที่_ ชื่อหลุม
พิกัดหลุม ชื่อแหล่ง ชื่อบริษัทเจ้าของ สัมปทาน ค่าภาคหลวง ค่าภาษีรายได้
ปริมาณสูบแต่ละเดือนของแต่ละหลุม และยอดรวมของปี (ให้ใช้หน่วยเป็น พันลิตร)
ปลายทางขนส่ง(ถ้าในไทยให้แจ้งเป็นชื่อจังหวัดอักษรย่อ
ถ้าต่างประเทศให้แจ้งชื่อประเทศแต่ถ้าไม่ทราบให้แจ้งว่าต่างประเทศหรืออักษรย่อ
ตปท.) ฯลฯ
(โดยปกติตารางแสดงข้อมูล ลักษณะนี้
กท.พลังงานต้องมี ต้องจัดทำไว้อยู่แล้ว เพื่อการตรวจสอบ เพื่อใช้ประกอบการเก็บค่าภาคหลวง
เสนอกท.การคลัง
ถ้าทุกอย่างที่ดำเนินการผ่านมาเป็นไปโดยถูกต้องบริสุทธิ์ก็ไม่ควรต้องใช้เวลานาน
เพราะข้อมูลพื้นฐาน (DATA BASE) ต้องมีพร้อมอยู่แล้ว สามารถสั่งคอมพิวเตอร์ให้แปรรูป
ออกแบบจัดทำเป็นตารางแบบต่างๆได้สะดวกรวดเร็วตามต้องการโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศน์ที่สามารถคำนวณตัวเลขให้เสร็จ เพิ่มลดแถวประเภทข้อมูลต่างๆได้
ดังนั้นแม้เอกสารจะหลายหน้าเพราะจำนวนหลุมมากแต่ก็ควรจะนำเสนอได้ทันที)
----- (2) คสช.สั่งการให้ ทั้งกท.พลังงาน
กท.การคลังและกึ่งรัฐวิสาหกิจปตท. ต่างฝ่ายต่างจัดทำ.... “รายงานประจำปี
ตารางแสดงการซื้อ การขาย ปิโตรเลียมดิบของปตท.รายเดือน” โดยแยกรายงานกันตามข้อ (2.1) และ(2.2)
(2.1) ที่ปตท.ซื้อ-ขายปิโตรเลียมดิบจากหลุมไทย หรือ ซื้อ-ขายกับบริษัทที่ได้สัมปทานปิโตรเลียมของไทย ทั้งซื้อขายกันโดยตรงกับบริษัทที่ได้สัมปทานปิโตรเลียมของไทย หรือผ่านคนกลางก็ตาม โดยขนส่งของภายในประเทศ
(2.1) ที่ปตท.ซื้อ-ขายปิโตรเลียมดิบจากหลุมไทย หรือ ซื้อ-ขายกับบริษัทที่ได้สัมปทานปิโตรเลียมของไทย ทั้งซื้อขายกันโดยตรงกับบริษัทที่ได้สัมปทานปิโตรเลียมของไทย หรือผ่านคนกลางก็ตาม โดยขนส่งของภายในประเทศ
(2.2) ที่ปตท.ซื้อ-ขายกับต่างประเทศซึ่งไม่ใช่ปิโตรเลียมดิบจากหลุมไทย
เช่นจาก สิงคโปร ซาอุดิอารเบีย ฯลฯ
ขนส่งปิโตรเลี่ยมดิบ โดยนำเข้าไทยหรือส่งออกต่างประเทศ
(ทั้งนี้การจัดทำรายงานอาจยึดข้อมูลที่สำคัญเป็นหลักเช่น โดยการยึดถือ “ สัญญาการซื้อ-ขายเป็นหลัก” ...สัญญาซื้อ-ขาย ของปีใดที่มีการรับ-ส่งของ ในปีนั้นก็นำมาแสดงจัดทำรายงานประจำปีนั้น เมื่อรับ-ส่งของในงวดเดือนใดเท่าไรก็แสดงไว้ในช่องของเดือนนั้น ….ส่วนสัญญาซื้อ-ขายที่ยังไม่มีการส่งของในปีนั้นก็นำไปรายงานในปีอื่นที่มีการส่งของจริง)
โดยทั้งหมดให้แสดงข้อมูลย้อนหลัง
4 ปี ตั้งแต่ปี 2553 ถึง ปี 2556 พร้อมทั้งให้แสดงข้อมูลประกอบที่สำคัญเช่น
เลขที่เอกสารสัญญาซื้อขายพร้อมวันทำสัญญาและปริมาณของ ชื่อบริษัทคู่สัญญาซื้อ-ขาย
ปริมาณปิโตรเลียมดิบที่รับ-ส่งแต่ละงวดพร้อมวันที่และเลขที่หนังสือรับ-ส่งของ จุดรับ-ส่งของ(ถ้าในไทยให้แจ้งชื่อจังหวัด
ถ้าต่างประเทศให้แจ้งชื่อประเทศในกรณีไม่รู้ให้แจ้งไม่รู้) ชื่อหลุม,ชื่อแหล่งปิโตรเลียม(กรณีไม่รู้
ให้แจ้งว่า ไม่รู้)
ยอดรวมปิโตรเลียมดิบที่ซื้อ-ขายทั้งปี
------- (3) คสช.สั่งการให้กท.พลังงานและปตท.จัดทำ ....
(3.1) “รายงานประจำปีตารางแสดงปริมาณการกลั่นน้ำมันดิบของปตท.รายเดือน
“ เดือนใดกลั่นน้ำมันดิบเท่าไรให้จัดทำรายงานเป็นตารางละ 12 เดือนคือรายงานประจำปี
(3.1.1) ให้จัดทำรายงานแสดงปริมาณการกลั่นน้ำมันดิบที่สูบได้จากหลุมไทยที่ปตท.ได้สัมปทานจากไทย
(3.1.2)ให้จัดทำรายงานแสดงปริมาณการกลั่นน้ำมันดิบที่ปตท.สั่งซื้อนำเข้าจากต่างประเทศ
โดยแยกรายงานต่างชุดกันกับข้อ (3.1.1)
และไม่ต้องคำนึงถึงผลผลิตที่ได้จากการกลั่น
(3.2) “รายงานประจำปีตารางแสดงปริมาณการแยกกาซธรรมชาติของปตท.รายเดือน” เดือนใดนำกาซธรรมชาติไปแยกที่โรงแยกกาซได้เท่าไรให้จัดทำรายงานเป็นตาราง ละ 12 เดือนคือรายงานประจำปี
(3.2.1) ให้จัดทำรายงานแสดงปริมาณการแยกกาซธรรมชาติที่สูบได้จากหลุมไทยที่ปตท.ได้สัมปทานจากไทย
(3.2.2) ให้จัดทำรายงานแสดงปริมาณการแยกกาซธรรมชาติที่ปตท.สั่งซื้อนำเข้าจากต่างประเทศ
โดยแยกรายงานต่างชุดกันและไม่ต้องคำนึงถึงผลผลิตที่ได้จากการแยกกาซ ให้จัดทำรายงานฯ 4 ปี ตั้งแต่ปี 2553
ถึง ปี 2556
การจัดทำรายงานตามข้อ (1) ถึง ข้อ(3) นั้น แต่ละฝ่ายจะอ้างว่าไม่ได้เก็บข้อมูลเก่าไว้ไม่ได้เพราะเป็นเอกสารทางราชการ(ที่มีความสำคัญสำหรับใช้งานหลายด้านเช่นใช้ในการตรวจสอบการทุจริตหลายขั้นตอน) จึงต้องเก็บรักษาไว้อย่างน้อย 10 ปี ตามกฎหมาย
.......หาก กท.การคลังมีข้อมูลรายละเอียดประกอบไม่สมบูรณ์ก็ให้แสดงแต่ข้อมูลเท่าที่ได้รับ
เท่าที่มี
แต่กท.พลังงานในฐานะที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายวางแผนพลังงานของชาติ กำหนดยกเลิก
เพิ่ม ลดการผลิตแกสน้ำมันประเภทต่างๆ และพิจารณาควบคุมกำหนดราคาขายปลีกให้ประชาชน กำหนดให้มีกองทุนเชื้อเพลิงฯ ประกาศให้เหตุผลในการขึ้นราคาแกส น้ำมันไม่หยุดหย่อน
และควบคุมตรวจสอบกำหนดการเก็บค่าภาคหลวงค่าภาษีรายได้ของสัมปทานปิโตรเลียม จึงจำเป็นต้องมีต้องรู้ข้อมูลทั้งหมด
ต้องมีการสั่งการให้รายงานข้อมูลตามกล่าวอย่างพร้อมมูลจึงจะสามารถบริหารจัดการงานได้
มิฉะนั้นแล้ว ก็จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างหละหลวม บกพร่อง ไร้ข้อมูล ไร้ประสิทธิภาพ
รู้เห็นเป็นใจให้มีการทุจริตและค้ากำไรเกินควรได้
ส่วนปตท.นั้นเป็นองค์กรกึ่งราชการกึ่งบริษัทเอกชนภายใต้การตรวจสอบควบคุมของหลายหน่วยงานราชการ ย่อมต้องรู้ข้อมูลประเภทต่างๆของปิโตรเลียมดิบของตัวเองดีอยู่แล้ว
เพราะต้องใช้สำหรับการจัดทำบัญชีคำนวณรายได้รายจ่ายขาดทุน กำไร จ่ายเงินปันผล
เสียภาษี และใช้ในการตรวจสอบกิจการของบริษัทอยู่แล้วเหมือนบริษัทมหาชนทั่วไป จึงควรมีความพร้อมสามารถจัดทำรายงานได้เร็ว
.....และหากรายงานให้ข้อมูลไม่ชัดเจน ไม่ครบถ้วน ทางคสช.ควรต้องสั่งการให้ชี้แจงเพิ่มเติมด่วนอีกหลายๆครั้งจนกว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ได้สมบูรณ์
อนึ่งกท.พลังงาน กท.การคลังและปตท.ไม่สามารถปฏิเสธบ่ายเบี่ยงการรายงานให้ข้อมูลทุกเรื่องตามกล่าวได้
ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลใดๆก็ตาม เพราะปัจจุบันนี้ไม่ได้อยู่ในช่วงภาวะปกติ แต่อยู่ในช่วงของการปฏิวัติ
ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 คสช.มีอำนาจสั่งการได้เด็ดขาดและสูงสุด
แม้แต่ศาลตุลาการก็ต้องรับฟังในเหตุผลเพื่อความมั่นคงของราชอาณาจักรไทย
จึงสามารถขออำนาจศาลตุลาการหรือศาลทหารให้ต้องเปิดเผยข้อมูลจัดทำรายงานเสนอได้
กลุ่มปฎิวัติรัฐสภา ในนามของประชาชน จึงใคร่ขอให้ ท่านหัวหน้าคสช. ได้โปรดให้มีการแสดงชี้แจงข้อมูลทั้งหมดตามที่กล่าวมาซึ่งเป็นข้อมูล ที่คสช. คณะเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ และประชาชนจำเป็นต้องทราบในการปฏิรูปพลังงานตามเจตนารมณ์ของคสช.ที่แถลงการณ์ไว้ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2557 เพื่อปัญหาทุกอย่างที่ถกเถียงกันนานนับ 10 ปีแล้วจะได้คลี่คลายเข้าใจตรงกันเสียที และเดินหน้าต่อไปได้อย่างโปร่งใสด้วยเหตุด้วยผลเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและโปรดแจ้งให้ประชาชนทราบข้อมูลต่อไป
ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557
วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2557
จดหมายเปิดผนึกถึงคสช.เรื่องตรึงราคาและปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียม
วันที่ 2 มิถุนายน 2557
ที่ทำงานกลุ่มปฎิวัติรัฐสภา
จดหมายเปิดผนึกถึง คสช. เรื่องตรึงราคาและปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ
เรียนคสช.
จดหมาย
เปิดผนึกฉบับนี้เป็นจดหมายร้องทุกข์ของประชาชนที่ได้รับความทุกข์เดือดร้อน
จากราคาแกส น้ำมันในประเทศมีราคาแพงมาก
กลุ่มปฏิวัติรัฐสภาในนามของประชาชนต้องการให้ คสช.
ได้โปรดทราบปัญหาของประชาชนและช่วยพิจราณาดำเนินการแก้ปัญหาให้ประชาชนโดยขอ
เรียนดังนี้
**แกสน้ำมันไทยราคาแพงติดอันดับ 1 ใน 10
ของโลกเสมอมาอย่างไร้เหตุผลอันจะพึงฟังได้
สร้างความทุกข์ยากเดือดร้อนให้คนไทยเพราะ...เป็นเรื่อง "นโยบาย" ของ
รัฐบาล+กท.พลังงาน+ปตท.(ระบอบทษ.) ที่ต้องการทำกำไรสูงสุด
ไม่ใช่เป็นเรื่องของต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ
แต่อ้างว่าเพื่อสท้อนต้นทุน....แท้จริงแล้วเป็นต้นทุนเทียม
มิใช่ต้นทุนจริงเช่น ปิโตรเลียมดิบต้นทุนต่ำผลิตจากบ่อไทยเองมี 50 - 100%
ของความต้องการใช้ในประเทศ(และควรต้องให้สิทธิประชาชนภาคครัวเรือนได้ใช้ให้
เหลือก่อน) แต่กลับไปใช้ต้นทุนปิโตเลียมดิบอ้างอิงราคาตลาดโลกทุกลิตร
**ระ
บอบทษ.ฯ
ผู้ทุจริตในการแปลงปตท.ขายหุ้นในราคาที่หลวงขาดทุนอย่างมาก....เพื่อวางแผน
เขมือบเป็นเจ้าของหุ้นเกรด Aบวก
ในราคาถูกต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์ของแผ่นดินของประชาชนมากโดยปกปิดชื่อผู้
ซื้อจริง.....และใช้รัฐเป็นเครื่องมือออกกฎหมายเอื้อปตท.ให้ค้ากำไรเกินควร
ด้วยนโยบายสร้างกำไรสูงสุดเพื่อนายทุนเจ้าของหุ้นกลุ่มเล็กๆโดยไม่คำนึงถึง
ความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชน เช่นในปี 2555 ปตท.มีผลกำไร 1.32 ล้าน
ล้าน บาท .....
**อัน
เป็นผลพลอยได้ให้รัฐได้เงินปันผลสูงตามนายทุนไปด้วย
แต่มิใช่นโยบายของรัฐที่จะค้ากำไรเกินควรแล้วสร้างความทุกข์ร้อนให้ประชาชน
นานร่วม 20 ปี จากการที่ค่าครองชีพพุ่งสูงตามราคาแกส
น้ำมันที่ขึ้นราคามหาโหดตลอดเวลาซึ่งข้าราชการชั้นสูงมีรายได้หลายทาง
คนร่ำรวยคงจะไม่รู้สึกรู้ร้อนไม่เข้าใจในเรื่องนี้....
**ระ
บอบทษ. ได้ร่วมมือกันบริหารจัดการธุรกิจปตท.
โดยออกกฎหมายเอื้อให้ปตท.ฉ้อฉลหมกเม็ดผูกขาดในการบริหารจัดการ
การผลิตการขายแกส น้ำมัน อาศัยกฎระเบียบปิดบังข้อมูลไม่ยอมชี้แจงข้อสงสัย
และใช้เงินค่าโฆษณาปิดปากสื่อ
ข่มขู่ปชช.ที่วิพากษ์วิจารณ์ด้วยการฟ้องศาลแทนที่จะชี้แจงให้เกิดความโปร่ง
ใสซึ่งนับว่าไร้จริยธรรม ขาดสำนึกและอุดมการณ์ในการรับใช้ประชาชน
นอกจากทำให้ประชาชนเดือดร้อนต้องใช้แกส น้ำมันราคาแพงมากแล้ว
ยังทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้ผลประโยชน์อันพึงควรจะได้จากกฎหมายที่ล้าสมัย
ไม่ยุติธรรมและการเก็บค่าภาคหลวง
ค่าภาษีที่รั่วไหลโดยเปิดโอกาสให้ทุจริตจ่ายใต้โต๊ะได้ง่าย
ไม่มีระบบตรวจสอบที่รัดกุมมีคุณภาพ ไม่เปิดโอกาสให้สาธารณะ
ประชาชนตรวจสอบได้ เช่นปริมาณน้ำมันดิบที่สูบได้จากปากหลุม....
**ที่
ผ่านมาประชาชนตาดำๆไม่ค่อยมีความรู้กฎหมายได้พยายามร่วมมือกันช่วยเหลือตัว
เองโดยการฟ้องร้องต่อองค์การอิสระฯและศาลต่างๆดังมีเรื่องค้างคาอยู่หลาย
เรื่อง แสดงถึงความทุกข์ร้อนของแผ่นดินจริงๆจนประชาชนทนอยู่เฉยๆไม่ได้
บางเรื่องที่ศาลตัดสินแล้วศาลไม่ได้ยืนอยู่ข้างประชาชน
ไม่ให้คำแนะนำช่วยเหลือกลุ่มประชาชนหลายๆกลุ่มที่เข้าชื่อฟ้องร้อง
กลับตัดสินสั้นๆห้วนว่า ประชาชนไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง
และจำเลยข้าราชการระดับสูงของกท.พลังงานที่วางแผนควบคุมราคาแกส
น้ำมันผู้ถูกฟ้องก็ไม่ใช่ผู้รับผิดชอบโดยตรง....ทำให้ประชาชนไม่รู้จะบาก
หน้าไปพึ่งใคร
เหลือเพียงต้องรบกวนใต้เบื้องพระยุคลบาทซึ่งหากไม่จำเป็นจริงๆก็จะไม่ทำ
**ทั้งหมดทั้งปวงจึงขอให้ คสช.
งด
การขึ้นราคาแกส น้ำมัน
และลดราคาโดยด่วนเป็นการแก้ไขบรรเทาเหตุการณ์ความเดือดร้อนของประชาชนเฉพาะ
หน้าก่อน เพราะในราคาขายปลีก แกส น้ำมันต่อลิตร ประกอบด้วยค่ากำไรมากกว่า
10 บาท ค่าภาคหลวง ภาษีรายได้ของรัฐไม่ต่ำกว่า 15 บาท
ค่ากองทุนน้ำมัน(เถื่อน)ที่ปตท.ไม่ได้ใช้ในการพยุงราคาแกสน้ำมันให้ประชาชน
นอก
จากนี้ค่าบริการทางตลาดที่สูง ค่ากำไรของปตท.ผส.
ค่ารายได้ของโรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกกาซ
ที่ล้วนแต่สูงมากเกินจนมีกำไรมากมายในแต่ละปี และ
ค่ารู้มากเอาเปรียบอุตสาหกรรมอื่นๆและประชาชนของธุรกิจปิโตรเคมีบริษัทลูก
ของปตท.ในการเอาค่ากองทุนน้ำมันไปใช้ การเสียภาษีต่ำสุด ฯลฯ
......เมื่อเทียบกับของมาเลเซียที่จำหน่ายน้ำมันต่างๆลิตรละประมาณ 20
บาทจะทราบข้อมูลตามกล่าว
และ
ขอให้ คสช. ได้ปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่งชาติ ในรูปแบบใดแบบหนึ่ง
โดยมียุทธศาตร์การปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมในทำนองลักษณะโดยประมาณที่ภาค
ประชาชนกลุ่มต่างๆจะได้เสนอมาในรูปแบบที่คล้ายๆกัน ตามที่
"กลุ่มปฏิวัติรัฐสภา" ก็เสนอมาด้วยดังนี้
ยุทธศาตร์การปฏิรูปพลังงานปิ
การปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่ งชาติ ของไทยควรจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตั วไม่เกี่ยวข้องกับพลังงานอื่ นและทรัพยากรธรรมชาติอื่ นเพราะปิโตรเลียมสามารถสร้ างผลประโยชน์ให้อย่ างมหาศาลและมีเป้าประสงค์ เฉพาะตัวอยู้ข้อหนึ่งที่สำคั ญมาก คือการนำผลประโยชน์รายได้มาสร้ างรายได้จากเงินปันผลและจั ดทำโครงการสวัสดิการต่างๆให้ ประชาชนทุกระดับ
ที่ผ่านมา 20 ปีปิโตรเลียมเป็นสิ่งที่ถู กนำไปสร้างปัญหาสร้างความเดื อดร้อนให้กับประชาอย่ างมากจากการออกกฎหมาย การจัดตั้งองค์กรธุรกิจบริษั ทมหาชน(จำกัด)ปตท.และการบริ หารจัดการที่ไม่ถูกต้ องขาดความโปร่งใส ปิดบังข้อมูลประชาชนตรวจสอบไม่ ได้ ทำให้เกิดโอกาสการทุจริตง่ ายจำนวนมากและจำหน่ายแกส น้ำมันสำเร็จรูปให้ ประชาชนในราคาแพงเกิน ทำให้ประขาชาชนรวมตัวกันเรียกร้ องให้เกิดการปฏิรููปพลังงานปิ โตรเลียมโดยคาดหวังเรียกร้องให้ นำผลประโยชน์รายได้จากปิโตรเลี ยมทรัพยากรธรรมชาติ ของประชาชนมาจัดทำโครงการสวัสดิ การต่างๆให้ประชาชน
ดังนั้นการปฏิรูปพลังงานปิ โตรเลียมครั้งนี้จึงเกิดขึ้ นจากความต้องการของประชาชน เป็นเรื่องที่ต้องสนองตอบความต้ องการของประชาชน ยุทธศาตร์ที่ดีจึงต้องเป็นยุ ทธศาตร์ที่เน้นเพื่ อปวงชนนอกจากการจำหน่าย แกส น้ำมันให้ประชาชนในราคาถูกแล้ว ยังต้องนำผลประโยชน์รายได้มาจั ดทำสวัสดิการให้ประชาชนเป็นเป้ าประสงค์หลักโดยเฉพาะเป็นกรณีพิ เศษตามที่ประชาชนเรียกร้องอั นแตกต่างจากการปฏิรูปเรื่องอื่ น
ดังนั้นจึงต้องตัดทิ้งประเด็ นความต้องการปฏิรูปเพื่อเปิดช่ องทางให้กลุ่มทุนพลังงานที่ร่ ำรวยอยู่แล้วเข้ามาแบ่งแย่ งผลประโยชน์รายได้ที่ควรจะเป็ นของประชาชน...อย่างที่นักวิ ชาการพรรคพวกของนายทุนแฝงตัวเข้ ามาเป็นกรรมการฯเพื่อร่ างกฎหมายปฏิรูปพลังงานฉบับต่ างๆสนองตัณหาเปิดช่องทางให้ นายทุนแบ่งแย่งผลประโยชน์ ของปวงชนเจ้าของทรั พยากรธรรมชาติปิโตรเลียม ซึ่งเป็นทรัพธรรมชาติเพียงชนิ ดเดียวที่เป็นความหวังของปชช.ที ่จะสามารถช่วยให้คนไทยมีความสุ ขได้
ปิโตรเลียมเป็นทรัพยากรธรรมชาติ สิ้นเปลืองที่มีลักษณะเด่น มีเฉพาะบางประเทศ มีปริมาณจำกัด สามารถเก็บไว้ได้นานเท่าที่ต้ องการโดยไม่เสื่อมคุณภาพ และทุกประเทศมีความจำเป็นต้ องการใช้มากสำหรับใช้ประจำบ้ านและเป็นสินค้าต้นทุนของธุรกิ จทั้งหลาย
ในการร่างกฎหมายปฏิรูปพลั งงานไทยนั้น คณะกรรมการทุกชุดทุกกลุ่มทุ กเวที ที่กำลังร่างกฎหมาย ก่อนอื่ นควรเริ่มต้นต้องตกลงกัน ให้มีวิสัยทัศน์ยุทธศาตร์ และนโยบายที่พ้อง กันเป็นเอกภาพร่วมกันเสียก่อน เพื่อไปสู่การจัดทำรายละเอี ยดกำหนดกลยุทธต่างๆในการร่าง การออกกฎหมายโดยเอาปวงชนเป็นตั วตั้ง ให้มีเป้าประสงค์สนองตอบความต้ องการของปวงชน เพื่อรับใช้ปวงชนเจ้าของทรั พยากรปิโตรเลียม ไม่ต้องไปห่วงนายทุนพลังงานที่ ร่ำรวยอยู่แล้ว
ปิโตรเลียมเป็นทรัพยากรธรรมชาติ
ในการร่างกฎหมายปฏิรูปพลั
(และหลังจากนี้แล้วกรรมการทุ กคนจะได้ร่วมแรงร่วมมือกันใช้ ความรู้ความสามารถของตนได้เต็ มที่
สามารถแบ่งงานแบ่งการบ้านกันทำ สามารถทำงานได้ทุกวัน หรือทุก 2-3
วันตามกำหนด บางคนมีงานประจำไม่ว่างมา งานปฏิรูปฯก็ยังดำเนินได้ เพราะมียุทธศาตร์อยู่แล้ว ไม่ทะเลาะขัดแย้งแย่งกันเป็นหั วเรือเป็นคนสำคัญเป็ นคนนำเสนอบนเวทีแตกแยกกันแม้ จะมีการแต่งตั้งประธานฯแล้วก็ ตาม)
ยุทธศาตร์แห่งการ "ปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่ งชาติ" โดยหลักการใหญ่ ความต้องการสูงสุด จึงกำหนดดังนี้
ยุทธศาตร์แห่งการ "ปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่
(1) การ "ปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียมแห่ งชาติ" นี้เป็นภารกิจที่แตกต่ างจากภารกิจอื่น เพราะมีเจตนารมย์กระทำเพื่ อผลประโยชน์สูงสุดของปวงชนซึ่ งประชาชนส่วนใหญ่เป็นคนระตับล่ างยากจน โดยมิต้องห่วงนายทุนหรือกลุ่มทุ นพลังงานที่ร่ำรวยอยู่แล้ วและเป็นกลุ่มชนเล็กๆซึ่ งสามารถประกอบธุรกิจอื่นๆได้
ขอให้นายทุนพลังงานจงหลีกทางให้ ความร่วมมือด้วย การร่างกฎหมาย การกำหนดรูปแบบวิธีการจัดตั้ งองค์กร การกำหนดวิธีการบริหารจัดการธุ รกิจทุกเรื่องจึงให้ใช้ปวงชนเป็ นตัวตั้ง เป็นศูนย์กลางที่จะได้รั บผลประโยชน์สูงสุดเสมอ
(2) ให้มีบริการการขายแกส น้ำมันสำเร็จรูปแก่ ประชาชนภาคครัวเรือนในราคาถู กเป็นธรรม โดยให้ประชาชนภาคครัวเรือนเป็ นกลุ่มแรกที่จะได้ใช้แกส น้ำมันสำเร็จรูปจากปิโตรเลียมบ่ อไทยในราคาถูก จากราคาต้นทุนที่เป็นจริงเพิ่ มกำไรไม่เกิน 15% ส่วนที่เหลือจึงจัดสรรให้ภาคธุ รกิจ อุตสำหกรรม โรงงานอย่างเป็นธรรรมหรื อตามความจำเป็น
(3) ให้มีการขายแกส น้ำมัน สำเร็จรูปแก่ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม โรงงานในไทยในราคาไม่แพงอย่างยุ ติธรรมและตามความจำเป้น เพื่อรั กษาระดับค่าครองชีพให้เปลี่ ยนแปลงอยู่ในเกณฑ์ปกติตามหลั กการทางเศรษฐศาตร์ และสามารถส่งออกสินค้าต่างๆแข่ งขันราคากับตลาดต่างประเทศได้
สำหรับในข้อ(2) และ (3) เป็นเรื่องที่ช่วยให้ปชช.พ้นทุ กข์ความเดือดร้อนจากราคาแกส น้ำมันสำเร็จรูปและราคาสินค้าที ่ขึ้นราคาอย่างรวดเร็ วตลอดเวลาทำให้ทิ้งห่างรายได้ ของปชช.ห่างไกลออกไปเรื่อยๆ จนปชช.ยากจนไม่มีเงินออมต้องเป็ นหนี้สินบนผืนแผ่นดินสุวรรณภูมิ อันอุดมสมบูรณ์
(2) ให้มีบริการการขายแกส น้ำมันสำเร็จรูปแก่
(3) ให้มีการขายแกส น้ำมัน สำเร็จรูปแก่ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม โรงงานในไทยในราคาไม่แพงอย่างยุ
สำหรับในข้อ(2) และ (3) เป็นเรื่องที่ช่วยให้ปชช.พ้นทุ
(4) เมื่อช่วยให้ปชช.พ้นทุกข์ตามข้อ (2)และ (3) แล้ว ต้องช่วยให้ปชช.มีความสุ ขมวลรวมประชาชาติสูง คือมีทั้งความสุขกายและสุขใจด้ วย ครอบครัวมีหลักประกันชีวิตมี ความเป็นอยู่ที่ดี มีสวัสดิการขั้นพื้นฐานอันพอเพี ยงส่งผลให้คลายกังวลจากปัญหาพื้ นฐานในการดำรงชีวิตของครอบครั วเท่าที่จะสามารถเป็นไปได้ เช่นในเรื่อง การสาธารณะสุข การศึกษา สาธารณูปโภคฯลฯ
คณะกรรมการชุดต่างๆจะต้องจั ดทำร่างการปฏิรูปพลังงานปิ โตรเลียมแห่งชาติโดยเป็นช่ องทางให้รัฐและ "องค์กรธุรกิจพลังงานปิโตรเลี ยม
ของชาติ" (องค์กร ธ.ป.ช.) ซึ่งปวงชนเป็นเจ้าของร่วมกับรัฐ
ที่จะกำหนดให้มีขึ้นใน รูปแบบใดแบบหนึ่งนั้น มีอำนาจบริหารจัดการ การผลิต
การค้าปิโตรเลียม แกส น้ำมัน เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ รายได้ให้เป็นของปวงชนให้มากที่ สุดทุกช่องทางทั้งที่ขั้นตอนต้ นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ เพื่อสร้างรายได้จากเงินปันผลที ่ประชาชนซื้อเป็นเจ้ าของและนำมาจัดทำโครงการสวัสดิ การต่างๆให้ประชาชนทุกระดับทั้ งประเทศ
โดยกฎหมายที่ร่างนั้น ไม่เป็นช่องทางให้นายทุนเศรษฐี มาแย่งแบ่งปันผลประโยชน์รายได้ (จากทรัพยากรธรรมชาติของคนทั้ งประเทศ) ที่ควรจะเป็นของปวงชน แต่ไปเข้ากระเป๋านายทุนที่ร่ ำรวยอยู่แล้ว โดยการร่างกฎหมายให้เปิดเสรีธุ รกิจการผลิต การค้า ปิโตรเลียม แกส น้ำมัน ตามที่นายทุนกำลังจ้ องหาโอกาสอยู่โดยใช้วิธีการต่ างๆ
เช่น นำเสนอตัวเอง หรือ ให้นักวิชาการที่รู้จักคุ้นเคย
เคยมีน้ำใจผลประโยชน์ต่อกัน หรือ ส่งทีมนักวิชาการ นักพูดเพื่อมวลชนจิตอาสา
เข้ามาอยู่ในคณะกรรมการร่ างกฎหมายปปฏิรูปพลังงานไทยเพื่ อให้มีการเปิดการค้าเสรีปิ โตรเลียม แกส น้ำมัน กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ....
การจัดทำร่างการปฏิรูปพลังงานปิ โตเลียมแห่งชาติ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจั ดการธุรกิจ การผลิต การค้า ปิโตรเลียม แกส น้ำมันที่ขั้นตอนต่างๆคือ
การจัดทำร่างการปฏิรูปพลังงานปิ
ก/ ที่ต้นน้ำ...การสำรวจ ผลิตปิโตรเลียมดิบ (การเก็บรายได้ แบ่งปันผลผลิต) ระหว่างรัฐและเอกชนคู่สัญญาผู้ ขอดำเนินการ.......
ข/ ที่กลางน้ำ...การขนส่งปิโตรเลี่ ยมทางท่อบนบกและในทะเล และ การ(โรง)กลั่นน้ำมัน การ(โรง)แยกกาซ.......
ค/ ที่ปลายน้ำ...ปั๊มบริการขายปลี กแกสน้ำมันสำเร็จรูป (ปัจจุบันเป็นของปตท. 60% และค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่่อยๆ).... ...
ข/ ที่กลางน้ำ...การขนส่งปิโตรเลี่
ค/ ที่ปลายน้ำ...ปั๊มบริการขายปลี
ให้เป็นไปโดยยึดแนวทางวางกลยุ ทธ์ ในการกำหนดรูปแบบวิธีการ การบริหารจัดการและออกกฎหมายให้ เกิดผลประโยชน์รายได้แก่รั ฐและองค์กร ธ.ป.ช.มากที่สุด ที่สำคัญคือ.....
โดยการออกกฎหมายให้รัฐ และองค์กรธุรกิจพลังงานปิโตรเลี ยมแห่งชาติ(องค์กร ธปช.) มีอำนาจผูกขาดในธุรกิจที่เกี่ ยวข้องกับการสำรวจ การผลิต การค้า ปิโตรเลียมดิบ กาซน้ำมันสำเร็จรูป ที่ขั้นตอนต่างๆให้มากที่สุดเท่ าที่จะทำให้รัฐและองค์กร ธปช.สามารถใช้อำนาจบริหารจั ดการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์รายได้ จากทรัพยากรธรรมชาติของปชช. ให้ตกเป็นของรัฐและปชช.ให้มากที ่สุดทุกช่องทางทุกขั้นตอน สามารถควบคุมนายทุนฯได้ทั้ งทางตรงทางอ้อมไม่ให้เข้ามาแบ่ งแย่งผลประโยชน์ที่ขอให้เป็ นของปวงชนเพื่อนำไปจัดสร้ างรายได้เงินปันผลจากหุ้นที่ ประชาชนทั้งประเทศซื้อเป็นเจ้ าของ และการจัดทำทำสวัสดิการให้ ประชาชน
โดยการออกกฎหมายให้รัฐ และองค์กรธุรกิจพลังงานปิโตรเลี
แทนที่จะเปิดเสรีการค้าอันเป็ นช่องทางเปิดโอกาสให้นายทุนเข้ ามาประกอบธุรกิจอย่างเสรีแข่งขั นกับ
รัฐและองค์กร ธ.ป.ช. มาใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ ระบบต่างๆ ของรัฐ
เช่นท่อขนส่งบนบกในทะเล โรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกกาซและปั๊มบริการขายปลีก
มาแข่งขันกับรัฐและองค์กรธปช. อย่างเสรี ทำให้ผลประโยชน์รายได้ส่วนนี้ ไปตกแก่นายทุนที่ร่ำรวยอยู่แล้ว แทนที่จะตกอยู่กับปชช.ที่ส่ วนใหญ่เป็นคนจนและเป็นเจ้ าของทรัพยากรธรรมชาติ...... การขอให้นายทุนที่ร่ำรวยอยู่แล้ วไม่เข้ามาหากินแข่งขันแบ่งแย่ งผลประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลี ยมของปชช.เพียงเรื่องเดียวเพื่ อรัฐจะได้บริหารจัดการเก็บเกี่ ยวผลประโยชน์เหล่านั้นมาให้ ประชาชนทั้งประเทศ เป็นเหตุผลที่ทุกคนจะต้องยอมรั บตามกฎหมายปฏิรูปพลังงานปิ โตรเลียมแห่งชาติ
(5) องค์กรธุรกิจพลังงานปิโตรเลี ยมแห่งชาติ ที่จะจัดตั้งให้มีขึ้นสำหรับบริ หารจัดการธุรกิจ การผลิต การค้าปิโตรเลียม แกส น้ำมันในส่วนที่นอกเหนือจากรั ฐดำเนินการเอง ซึ่งอาจมีรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ งตามที่ออกแบบกำหนด เช่น
(5.1) จัดตั้งเป็นองค์กรธุรกิจขึ้ นใหม่ ในที่นี้สมมติเป็นชื่อ องค์กรธุรกิจพลังงานปิโตรเลี ยมแห่งชาติ (องค์กร ธปช.) โดยการยึดคืนระบบอุปกรณ์ต่ างๆเช่น ระบบท่อขนส่งบนบกในทะเล โรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกแกส ฯลฯ ซึ่งเป็นของแผ่นดิ นของประชาชนมาแต่เดิม [ราคารวมประมาณ 300,000 ล้านบาท แต่ถูกทุจริตเอาไปตีราคาเพี ยงแห่งละ 1 บาท รวมประมาณ 10 บาท ในการขายหุ้นตอนแปลงรัฐวิสาหกิ จปตท.เป็นกึ่งรัฐวิสาหกิจ บริษัท(จำกัด)มหาชนปตท. ให้นักการเมืองทุนสามานย์ผู้บริ หารประเทศเจ้าของนโยบายได้ซื้ อหุ้นราคาถูก ] จากบริษัท(จำกัด) มหาชน ปตท. นำมาจัดทำองค์กร ธปช.ให้ประชาชนทั้งประเทศถือหุ้ นร่วมกันในจำนวนเท่าๆกัน หากคนจนไม่มีเงินซื้อให้รั ฐบาลหาเงินมาให้กู้แล้วค่อยๆหั กส่วนแบ่งเงินปันผลคืน
(5.2) การยึดคืนบริษัท(จำกัด)มหาชน ปตท. มาเป็นของรัฐโดยการซื้อหุ้นคื นในส่วนที่เป็นของเอกชน 49% ประมาณ 1 หมื่นล้านหุ้น เริ่มต้นจากการตรวจสอบการทุจริ ตในการแปลงรัฐวิสาหกิจปตท.ขายหุ ้นเช่น การตีราคาสินทรัพย์ของแผ่นดินที ่ยังมีสภาพดีใช้งานได้อย่างมี ประสิทธิภาพให้ไร้มูลค่าตามข้อ 5.1 ตัวการมีทั้งนักการเมืองและช้ าราชการในสำนักนายกรัฐมนตรี ในกท.การคลัง
โดยให้ศาลบังคับแจ้งข้อมูลผู้ซื ้อหุ้นมือหนึ่ง และเจ้าของหุ้นในปัจจุบันเพื่ อแสดงความบริสุทธิ์ของนักการเมื องผู้แปลงรัฐวิสาหกิจฯ หากนักการเมืองในยุคนั้นเป็นเจ้ าของหุ้นจำนวนมากให้ถือว่าปฏิบั ติโดยทุจริตเพราะเจตนาแปลงรัฐวิ สาหกิจขายหุ้นในราคาถูกกว่าต้ นทุนมากเพราะวางแผนกว้านซื้อหุ้ นเองในราคาถูก และหากเจ้าของหุ้นใดไม่ยอมเปิ ดเผยชื่อจริงก็ถือว่าทุจริตเช่ นกัน จึงต้องยึดหุ้นคืนเป็นของแผ่นดิ น สำหรับผู้ถือหุ้นรายอื่นๆที่ไม่ เกี่ยวข้อง ให้ซื้อหุ้นคืนในราคาที่เป็ นธรรมซึ่งส่วนมากต่างก็ได้ กำไรจากเงินปันผลมากแล้ว
หากไม่ยอมขายหุ้นคืนในราคากำหนด ให้ยึดคืนทรัพย์ของแผ่นดินไปจั ดตั้งองค์กรธปช. ตามข้อ 5.1 แล้วให้บริษัท(จำกัด)มหาชนปตท. เป็นบริษัทในตลาดหุ้นธรรมดาๆไม่ มีบทบาทเกี่ยวข้องกับรัฐและทรั พยากรปิโตรเลียมของแผ่นดินอีกต่ อไป
และที่สำคัญคือ ปตท. จะไม่มีอำนาจในการบริหารจัดการ การผลิต การค้า ปิโตรเลียม แกส น้ำมัน ของรัฐและไม่มีกฎหมายรองรั บอำนาจผูกขาดการบริหารจั ดการการผลิตการค้า ปิโตรเลียม แกส น้ำมัน และจะต้องขาย แกส น้ำมันสำเร็จรูปในราคาถูกแข่งกั บองค์กรธปช. และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ เป็นกองทุนเถื่อนไม่ถู กกฎหมายอยู่แล้วก็จะต้องถู กยกเลิทำให้ไม่มีกองทุนเชื้ อเพลิงช่วยสนับสนุนธุรกิจปิ โตรเคมี ในที่สุดจะทำให้ มีผลกำไรน้อย ราคาหุ้นของบริษัท(จำกัด) มหาชนปตท.จะต้องลดลงๆ อย่างมากแน่นอน และเจ้าของหุ้นปตท.จะต้องขายหุ้ นไปซื้อหุ้นตัวใหม่ที่กำไรดีกว่ า
สำหรับกลยุทธให้กท.การคลั งขายหุ้นให้ประชาชนทั้ งประเทศคนละ3-5 หุ้น เพื่อให้ประชาชนมีเสียงข้ างมากในการโหวตเสียงในการมี อำนาจวางแผนบริหารปตท.ให้เป็ นไปในรูปแบบใดแบบหนึ่งนั้นก็เป็ นเรื่องน่าคิด
(6) สัญญาการสำรวจ ผลิตและเก็บผลประโยชน์รายได้ปิ โตรเลียมดิบระหว่างรัฐกั บเอกชนให้ยกเลิกระบบเดิมแบบสั มปทานซึ่งรัฐได้ผลประโยชน์น้ อยประมาณร้อยละ 30 เป็นค่่าภาคหลวงร้อยละ 5 - 15 ที่เหลือเป็นค่าภาษีรายได้ โดยเปลี่ยนมาเป็นระบบแบ่งปั นผลผลิตปิโตรเลียมดิบปากหลุมให้ รัฐได้ส่วนแบ่งประมาณร้อยละ 80 คู่สัญญาได้ประมาณร้อยละ 20 เป็นรูปแบบที่ทันสมัยกว่าเหมื อนกับหลายประเทศใช้กัน ทำให้รัฐได้ผลประโยชน์เพิ่มขึ้ นมากและเกิดความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล ตรวจสอบได้ง่ายที่สำคัญคือทำให้ รัฐมีปิโตรเลียมดิบจากบ่ อไทยในส่วนที่เป็นของรัฐที่ จะนำมาบริหารจัดการผลิตแกส น้ำมันสำเร็จรูปมากขึ้นสำหรั บใช้ในประเทศและเหลือส่งขายต่ างประเทศ....ด้วยเหตุและผลเรื่ องนี้จึงให้รัฐหยุดการทำสั ญญาให้สัมปทานแก่เอกชนที่กำลั งจะเกิดขึ้นเสียก่อนจนกว่าจะได้ มีการปฏิรูปพลังงานปิโตรเลี ยมแห่งชาติแล้วเสร็จ
(7) การจัดตั้งองค์กรธุรกิจพลั งงานปิโตรเลียมแห่งชาติ ของประเทศไทย ไม่ สมควรไปลอกแบบของประเทศอื่นๆเช่ นมาเลเซีย หรือบริษัทปิโตรนาส เพราะประชาชนของเขามีชีวิ ตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าคนไทย และเป้าประสงค์ของการจัดตั้ งองค์กรธุรกิจพลังงานแห่งชาติมี อยู่ข้อหนึ่งที่ต้องการบริหารจั ดการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์รายได้ เพื่อนำไปจัดทำโครงการสวัสดิ การต่างๆให้ประชาชนทุกระดับอั นมีค่ามากสำหรับคนจนระดับล่าง ซึ่งแตกต่างกับของบริษัทปิ โตรนาส ดังนั้นจึงอาจนำของต่ างประเทศมาประยุกต์ให้เข้ากั บเป้าประสงค์ ของไทยโดยเฉพาะในเรื่ องการออกกฎหมายให้องค์กรธปช.มี อำนาจผูกขาดในการบริหารจัดการ การผลิตการค้าปิโตรเลียม แกส น้ำมัน
(8) ในกระทรวงพลังงานและในองค์กร ธปช.เมื่อรัฐมีการแต่งตั้งชุ ดคณะกรรมการใดๆตามกฎหมายเพื่ อวางแผนตัดสินใจบริหารจั ดการองค์กรธปช.และส่วนราชการต่ างๆที่เกียวกับพลังงานปิโตรเลี ยม ขอให้กฎหมายนั้นกำหนดให้มีชุ ดคณะกรรมการจากภาคประชาชนแต่งตั ้งเสนอเข้าทำงานร่วมกับชุ ดคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยภาครั ฐด้วยในจำนวนที่ไม่น้อยกว่าชุ ดคณะกรรมการของภาครัฐ และให้ภาคประชาชนมีสิทธิ์เปลี่ ยนตัวกรรมการที่ ภาคประชาชนเสนอได้ ตลอดเวลาโดยเพียงแต่แจ้งให้ รมว. พลังงานเพื่อรับทราบ
ข้อควรคำนึงประกอบในการจัดทำยุ ทธศาตร์ปฏิรูปธุรกิจพลังงานปิ โตรเลียมแห่งชาติ
(ก) เรื่องงบกำไรสุทธินี้เพี ยงแสดงให้กรรมการร่างยุทธศาตร์ และกฎหมายปฏิรูปพลังงานปิโตรเลี ยมแห่งชาติได้เห็นว่าผลกำไรสุ ทธิประจำปีขององค์กร ธปช.จะต้องถูกจัดสรรไปเป็นงบต่ างๆซึ่งจะมากกว่าตัวอย่างที่ แสดง และจะเหลืองบส่วนที่จะนำมาใช้ เป็นเงินปันผล เงินจัดทำโครงการสวัสดิการให้ ประชาชนไม่มาก
ดังนั้น
(1) ถ้าใช้ระบบเปิดการค้าเสรีให้ นายทุนพลังงานเข้ามาแบ่งแย่ งผลประโยชน์รายได้ที่ควรจะเป็ นของปวงชนเจ้าของทรัพยากรปิ โตรเลียม
(2) เลิกเก็บเงินกองทุนเชื้อเพลิง ทำให้ไม่มีเงินส่วนนี้เข้ามาช่ วย
(3) ขายแกส น้ำมันราคาถูกให้ประชาชน ทำให้ผลกำไรจากการขายปลี กลดลงหรือได้น้อย ทำให้ผลกำไรในส่วนที่จะนำมาเป็ นเงินปันผลและสวัสดิการต่ างๆของประชาชนก็จะเหลือน้อย
งบกำไรสุทธิขององค์กรธปช. ประจำปี ให้จัดสรรดังนี้ (เป็นตัวเลขสมมติ)
จัดสรรเป็นทุนสำรอง......(10%) จัดสรรเป็นงบลงทุนทั่วไป......( 30%)
จัดสรรงบสำหรับเงินปันผลประจำปี ของผู้ถือหุ้นไม่เกิน 20 %
จัดสรรเป็นงบจัดทำโครงการสวัสดิ การต่างๆให้ประชาชนผู้ถือหุ้นทั ้งประเทศ 40 %
(สมมติถ้าประชาชนที่อายุเกิน 18 ปี ถือหุ้นได้ไม่เกินคนละ 20,000 บาท หากไม่มีหรือมีเงินไม่พอ รัฐบาลจัดหาเงินกู้ให้แล้วค่ อยๆหักแบ่งส่วนเงินปันผลคืน ถ้าได้เงินปันผล 15% ประชาชนจะได้เงินปั นผลคนละประมาณ 3,000 บาทต่อปี เฉลี่ยครอบครัวหนึ่งน่าจะได้ไม่ ต่ำกว่า 1 หมื่นบาทต่อครัวเรือนต่อปีเงิ นจำนวนนี้อาจเล็กน้อยสำหรับคนมี ฐานะ แต่มีค่ามากสำหรับคนจน.....นี่ ก็เป็นเพียงตัวอย่างที่อยากให้ กรรมการ
ร่างกฎหมายชุดต่างๆเช่น แผนแม่บทฯ สภาพลังงานปิโตรเลี่ยมแห่งชาติ
องค์กรธปช. และพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ลองคิดเจาะลึกถึงผลสุดท้ายที่ ประชาชนจะได้รับผลประโยชน์ในแต่ ละเรื่องอย่างเป็นรูปธรรม ถ้าสามารถทำได้ เพื่อจะได้ประมาณว่าจะทำอะไรให้ ประชาชนทั้งประเทศได้มากน้อยแค่ ไหนตามที่ประชาชนคาดหวัง จนท่านได้เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ )
(ข) การที่รัฐบาลจะจัดการบริหารทรั พยากรธรรมชาติปิโตรเลียมของแผ่ นดินในรูปแบบใดๆ ย่อมเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่ จะทำเพื่อประโยชน์สุ ขของประชาชนอันมีสนธิสั ญญสากลรองรับซึ่งต่างชาติ ควรจะต้องยอมรับและให้ความร่ วมมือ โดยเฉพาะเมื่อเป็นรูปแบบวิธี การที่ใช้กันทั่วไปในนานาประเทศ และในส่วนของรัฐบาลเองก็ต้องแบ่ งปันผลประโยชน์ที่ได้ให้เกิ ดความเป็นธรรมทั่วหน้าแก่ ประชาชนโดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส... . สนธิสัญญานั้นมีสาระว่า
**สนธิสัญญา กติกาสากลด้านพลังงาน กำหนดให้พลังงานของประเทศใด ให้ใช้สร้างความมั่งคั่ง การกินดีอยู่ดีของชนชาตินั้ นโดยรัฐบาลแบ่งปันผลประโยชน์ให้ ประชาชนอย่างทั่วถึงเป็นธรรรม
นั่นคือรัฐบาลจะต้องตราเป็นกฎหมายเรื่องการแบ่งปั นผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติปิโตรเลียมให้ กระจายลงไปถึงประชาชนระดับล่างให้มากที่สุดเป็นโครงการที่เป็นรูปธรรมชัดเจนตลอดไปมิใช่แปรเปลี่ยนไปตามนโยบายของรัฐบาลแต่ละยุคสมัย และมิใช่รวยกระจุกอยู่แต่ในกลุ่ มนายทุนพลังงานที่ จะกอบโกยผลประโยชน์จากระบบการค้ าเสรีปิโตรเลียมที่ผู้ร่ างกฎหมายจงใจเปิดทางให้ .....และความยากจนยั งคงกระจายไปทั่่วรากหญ้าที่ถู กจงใจให้นายทุนแย่งส่วนแบ่ งผลประโยชน์ไป โดยฝีมือนักวิชาการของนายทุนผู้ แฝงตัวเข้ามาร่างกฎหมายเพื่ อนายทุน.....
(เป็นกรณีที่ผู้จัดทำยุทธศาตร์ ฯและร่างกฎหมายต่างๆต้องชี้ แจงให้ละเอียดชัดเจนด้วยเหตุด้ วยผลต่อปชช.เจ้าของทรัพยากรฯอย่ างตรงไปตรงมาว่า .....ระบบเปิดเสรีเพื่อนายทุ นสามารถใช้อำนาจทุน อำนาจรัฐ อำนาจนักการเมืองเป็นเครื่องมื อเข้ามาทำธุรกิจแข่งขันกับรั ฐหรือองค์กรธปช. เอาผลประโยชน์เข้ากระเป๋านายทุ นเองนั้น ดีกว่า ระบบรัฐผูกขาด เพื่อรัฐเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทุ กขั้นตอนนำไปจัดทำโครงการสวัสดิ การต่างๆให้ปชช.ที่ส่วนใหญ่ ยากจนรายได้ต่ำอย่างไร )
สุดท้ายนี้ กลุ่มปฎิวัติรัฐสภา ในนามของประชาชนขอฝากความคาดหวังของประชาชนไว้ให้คสช.ได้โปรดตรึงราคาและลดราคาแกส น้ำมันให้โดยเร็วด้วย และโปรดพิจารณาปฎิรูปพลังงานปิโตรเลียม เพื่อให้ปิโตรเลียมซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติเพียงชนิดเดียวที่ประชาชนให้ความหวัง นำมาบริหารหารจัดการช่วยให้มีชีวิตประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเป็นหลักประกันของครอบครัวได้ส่วนหนึ่งช่วยให้คลายความกังวลหายใจได้ทั่วท้องและมีความสุขขึ้นในฐานะเจ้าของแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาความคาดหวังของประชาชน
นายสมมาตร์ พรนที (หัวหน้ากลุ่มปฏิวัติรัฐสภา)
วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
ยุทธศาตร์การปฏิรูปพลังงานแห่งชาติ ......แบบง่ายๆ
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=721204437937692&set=a.705458822845587.1073741827.704110432980426&type=1&theater**
ยุทธศาตร์แห่งการปฏิรูปพลังงานแห่งชาติ(เน้นพลังงานปิโตรเลียม) แบบนี้ดีใหม?
ปิโตรเลียมเป็นทรัพยากรธรรมชาติสิ้นเปลืองที่มีลักษณะเด่น มีเฉพาะบางประเทศ มีปริมาณจำกัด สามารถเก็บไว้ได้นานเท่าที่ต้องการโดยไม่เสื่อมคุณภาพ และทุกประเทศมีความจำเป็นมีความต้องการใช้มากสำหรับเป็นสินค้าต้นทุน
คณะกรรมการทุกชุดทุกกลุ่มในการร่างกฎหมายต่างๆด้านปฏิรูปพลังงานฯ ควรต้องมีวิสัยทัศน์พ้องกัน มียุทธศาตร์และนโยบายที่เป็นเอกภาพร่วมกันเสียก่อน เพื่อไปสู่การกำหนดกลยุทธต่างๆในการร่างการออกกฎหมาย ให้มีเป้าประสงค์ตรงกันเป็นเอกภาพ
ยุทธศาตร์แห่งการปฏิรูปพลังงานแห่งชาติโดยหลักการใหญ่ ความต้องการสูงสุด ควรเป็นดังนี้จริงใหม
(1) ให้มีการขายแกส น้ำมันสำเร็จรูปแก่ประขาชนภาคครัวเรือนในราคาถูกเป็นธรรม เช่นในราคาต้นทุนที่เป็นจริงเพิ่มกำไรไม่เกิน 15%
(2) ให้มีการขายแกส น้ำมัน สำเร็จรูปแก่ธุรกิจพานิชย์ อุตสาหกรรม โรงงาน ของคนไทยในราคาไม่แพงและยุติธรรมเสมอภาคกันตามประเภทของธุรกิจพานิชย์อย่างมีเหตุผลเป็นที่ยอมรับได้ เพื่อความเป็นธรรมและรักษาระดับค่าครองชีพให้เปลี่ยนแปลงอยู่ในเกณฑ์ปกติตามหลักการทางเศรษฐศาตร์ และสามารถส่งออกแข่งขันราคากับตลาดต่างประเทศได้
(3) นอกจาก (1) และ (2) แล้ว ที่เหลือให้กฎหมายที่จะจัดทำนั้น เป็นช่องทางให้รัฐมีอำนาจบริหารจัดการปิโตรเลียมให้ผลประโยชน์รายได้ตกเป็นของรัฐให้มากที่สุด เพื่อนำมาจัดทำโครงการสวัสดิการต่างๆให้ประชาชนทุกระดับทั้งประเทศ โดยกฎหมายไม่เป็นช่องทางให้นายทุนเศรษฐีมาแย่งแบ่งปันผลประโยชน์รายได้ที่ควรจะเป็นของประชาชน ไปเข้ากระเป๋าตัวเอง ตามที่นายทุนกำลังหาโอกาสอยู่โดยวิธีการต่างๆ เช่นส่งนักวิชาการ นักพูดเพื่อมวลชนเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการต่างๆที่ร่างกฎหมายเพื่อให้มีการเปิดการค้าเสรีปิโตรเลียม (ตามยุทธศาตร์ที่กล่าวมานี้ไม่เป็นการฝืน สนธิสัญญา กติกาสากลใดๆ) หรือกล่าวอีกแบบหนึ่งคือ....
(3) ให้การดำเนินการร่างกฎหมาย ออกกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการธุรกิจ การผลิต การค้า ปิโตรเลียมที่ขั้นตอนต่างๆคือ ก/ ที่ต้นน้ำ...การสำรวจ ผลิต การแบ่งปันผลประโยชน์ ปิโตรเลียมดิบ.......
ข/ ที่กลางน้ำ...การขนส่งปิโตรเลี่ยมทางท่อบนบกและในทะเล การ(โรง)กลั่นน้ำมัน การ(โรง)แยกกาซ.......
ค/ ที่ปลายน้ำ...ปั๊มบริการขายปลีกแกสน้ำมันสำเร็จรูป (ปัจจุบันเป็นของปตท. 60% และค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่่อยๆ).......
ให้เป็นไปโดยยึดแนวทางวางกลยุทธ์ ในการออกกฎหมายให้เกิดผลประโยชน์รายได้แก่รัฐมากที่สุดทั้งรูปแบบและวิธีการ ที่สำคัญคือ.....
ออกกฎหมายให้รัฐมีอำนาจผูกขาดในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ การผลิต การค้า ปิโตรเลียมดิบ กาซน้ำมันสำเร็จรูป ที่ขั้นตอนต่างๆให้มากที่สุดเท่าที่จะทำให้รัฐสามารถใช้อำนาจบริหารจัดการให้เกิดผลประโยชน์รายได้ตกเป็นของรัฐมากที่สุด แทนที่จะเปิดเสรีการค้าอันเป็นข่องทางเปิดโอกาสทำให้ผลประโยชน์รายได้ไปตกแก่นายทุนที่ร่ำรวยอยู่แล้ว.......
ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆก็คือ เหมือนกับที่บริษัจำกัด (มหาชน) ปตท.กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน....แต่เป้าประสงค์ต่างกันที่ปตท.หมดเม็ด ปกปิด ฉ้อฉล ขูดรีด ค้ากำไรเกินควร ไม่เป็นธรรม ต้องการผลประโยชน์รายได้สูงสุดไปให้นายทุนกระจุกเดียว และผลประโยชน์ที่รัฐได้ตามจำนวนหุ้นก็เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น โดยใช้รัฐเป็นเครื่องมือในการออกกฎหมายโจรเอื้อประโยชน์ให้นายทุนนักการเมืองที่จัดการแปรรูปขายหุ้นปตท. อย่างทุจริต ปตท.จึงถูกต่อต้านให้ยกเลิกการผูกขาดหมกเม็ด....
ซึ่งตรงกันข้ามกับเป้าประสงค์ของการปฏิรูปพลังงานแห่งชาติ ซึ่งเชื่อได้ว่าจะไม่มีการต่อต้านจากภาคประชาชนอย่างแน่นอน
จึงสรุปว่า ในข้อ (3) ต้องปฏิรูปพลังงานฯโดยออกกฎหมายให้อำนาจแก่รัฐในการผูกขาดธุรกิจการผลิต การค้าทุกขั้นตอนคล้ายปตท.
ซึ่งหากเริ่มต้นเข้มงวดเช่นนี้แล้วโอกาสจะผ่อนคลายให้พ่อค้านายทุนภายหลังเมื่อมีความจำเป็นย่อมทำได้โดยง่าย
***************************************
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=721204437937692&set=a.705458822845587.1073741827.704110432980426&type=1&theater**
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=721204437937692&set=a.705458822845587.1073741827.704110432980426&type=1&theater**
ยุทธศาตร์แห่งการปฏิรูปพลังงานแห่งชาติ(เน้นพลังงานปิโตรเลียม) แบบนี้ดีใหม?
ปิโตรเลียมเป็นทรัพยากรธรรมชาติสิ้นเปลืองที่มีลักษณะเด่น มีเฉพาะบางประเทศ มีปริมาณจำกัด สามารถเก็บไว้ได้นานเท่าที่ต้องการโดยไม่เสื่อมคุณภาพ และทุกประเทศมีความจำเป็นมีความต้องการใช้มากสำหรับเป็นสินค้าต้นทุน
คณะกรรมการทุกชุดทุกกลุ่มในการร่างกฎหมายต่างๆด้านปฏิรูปพลังงานฯ ควรต้องมีวิสัยทัศน์พ้องกัน มียุทธศาตร์และนโยบายที่เป็นเอกภาพร่วมกันเสียก่อน เพื่อไปสู่การกำหนดกลยุทธต่างๆในการร่างการออกกฎหมาย ให้มีเป้าประสงค์ตรงกันเป็นเอกภาพ
ยุทธศาตร์แห่งการปฏิรูปพลังงานแห่งชาติโดยหลักการใหญ่ ความต้องการสูงสุด ควรเป็นดังนี้จริงใหม
(1) ให้มีการขายแกส น้ำมันสำเร็จรูปแก่ประขาชนภาคครัวเรือนในราคาถูกเป็นธรรม เช่นในราคาต้นทุนที่เป็นจริงเพิ่มกำไรไม่เกิน 15%
(2) ให้มีการขายแกส น้ำมัน สำเร็จรูปแก่ธุรกิจพานิชย์ อุตสาหกรรม โรงงาน ของคนไทยในราคาไม่แพงและยุติธรรมเสมอภาคกันตามประเภทของธุรกิจพานิชย์อย่างมีเหตุผลเป็นที่ยอมรับได้ เพื่อความเป็นธรรมและรักษาระดับค่าครองชีพให้เปลี่ยนแปลงอยู่ในเกณฑ์ปกติตามหลักการทางเศรษฐศาตร์ และสามารถส่งออกแข่งขันราคากับตลาดต่างประเทศได้
(3) นอกจาก (1) และ (2) แล้ว ที่เหลือให้กฎหมายที่จะจัดทำนั้น เป็นช่องทางให้รัฐมีอำนาจบริหารจัดการปิโตรเลียมให้ผลประโยชน์รายได้ตกเป็นของรัฐให้มากที่สุด เพื่อนำมาจัดทำโครงการสวัสดิการต่างๆให้ประชาชนทุกระดับทั้งประเทศ โดยกฎหมายไม่เป็นช่องทางให้นายทุนเศรษฐีมาแย่งแบ่งปันผลประโยชน์รายได้ที่ควรจะเป็นของประชาชน ไปเข้ากระเป๋าตัวเอง ตามที่นายทุนกำลังหาโอกาสอยู่โดยวิธีการต่างๆ เช่นส่งนักวิชาการ นักพูดเพื่อมวลชนเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการต่างๆที่ร่างกฎหมายเพื่อให้มีการเปิดการค้าเสรีปิโตรเลียม (ตามยุทธศาตร์ที่กล่าวมานี้ไม่เป็นการฝืน สนธิสัญญา กติกาสากลใดๆ) หรือกล่าวอีกแบบหนึ่งคือ....
(3) ให้การดำเนินการร่างกฎหมาย ออกกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการธุรกิจ การผลิต การค้า ปิโตรเลียมที่ขั้นตอนต่างๆคือ ก/ ที่ต้นน้ำ...การสำรวจ ผลิต การแบ่งปันผลประโยชน์ ปิโตรเลียมดิบ.......
ข/ ที่กลางน้ำ...การขนส่งปิโตรเลี่ยมทางท่อบนบกและในทะเล การ(โรง)กลั่นน้ำมัน การ(โรง)แยกกาซ.......
ค/ ที่ปลายน้ำ...ปั๊มบริการขายปลีกแกสน้ำมันสำเร็จรูป (ปัจจุบันเป็นของปตท. 60% และค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่่อยๆ).......
ให้เป็นไปโดยยึดแนวทางวางกลยุทธ์ ในการออกกฎหมายให้เกิดผลประโยชน์รายได้แก่รัฐมากที่สุดทั้งรูปแบบและวิธีการ ที่สำคัญคือ.....
ออกกฎหมายให้รัฐมีอำนาจผูกขาดในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ การผลิต การค้า ปิโตรเลียมดิบ กาซน้ำมันสำเร็จรูป ที่ขั้นตอนต่างๆให้มากที่สุดเท่าที่จะทำให้รัฐสามารถใช้อำนาจบริหารจัดการให้เกิดผลประโยชน์รายได้ตกเป็นของรัฐมากที่สุด แทนที่จะเปิดเสรีการค้าอันเป็นข่องทางเปิดโอกาสทำให้ผลประโยชน์รายได้ไปตกแก่นายทุนที่ร่ำรวยอยู่แล้ว.......
ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆก็คือ เหมือนกับที่บริษัจำกัด (มหาชน) ปตท.กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน....แต่เป้าประสงค์ต่างกันที่ปตท.หมดเม็ด ปกปิด ฉ้อฉล ขูดรีด ค้ากำไรเกินควร ไม่เป็นธรรม ต้องการผลประโยชน์รายได้สูงสุดไปให้นายทุนกระจุกเดียว และผลประโยชน์ที่รัฐได้ตามจำนวนหุ้นก็เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น โดยใช้รัฐเป็นเครื่องมือในการออกกฎหมายโจรเอื้อประโยชน์ให้นายทุนนักการเมืองที่จัดการแปรรูปขายหุ้นปตท. อย่างทุจริต ปตท.จึงถูกต่อต้านให้ยกเลิกการผูกขาดหมกเม็ด....
ซึ่งตรงกันข้ามกับเป้าประสงค์ของการปฏิรูปพลังงานแห่งชาติ ซึ่งเชื่อได้ว่าจะไม่มีการต่อต้านจากภาคประชาชนอย่างแน่นอน
จึงสรุปว่า ในข้อ (3) ต้องปฏิรูปพลังงานฯโดยออกกฎหมายให้อำนาจแก่รัฐในการผูกขาดธุรกิจการผลิต การค้าทุกขั้นตอนคล้ายปตท.
ซึ่งหากเริ่มต้นเข้มงวดเช่นนี้แล้วโอกาสจะผ่อนคลายให้พ่อค้านายทุนภายหลังเมื่อมีความจำเป็นย่อมทำได้โดยง่าย
***************************************
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=721204437937692&set=a.705458822845587.1073741827.704110432980426&type=1&theater**
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
